ประเด็นที่ส่งผลต่อตลาดการเงินมากที่สุดในช่วงนี้คือ ความคืบหน้าของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้ง หลังจากถูกปิดกั้นมานานหลายเดือนจากภาวะสงคราม
เกิดอะไรขึ้น
หลังจากความตึงเครียดยืดเยื้อตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ล่าสุดสหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุในการประชุม G7 ว่ากรอบข้อตกลงสันติภาพได้รับการลงนามแล้ว และช่องแคบฮอร์มุซจะ "เปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์" พร้อมการยกเลิกการเก็บค่าผ่านทางของอิหร่าน
ทำไมช่องแคบฮอร์มุซจึงสำคัญ
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว หนึ่งในห้าของการค้าน้ำมันทั่วโลก ในช่วงสงคราม อิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบนี้ ขณะที่สหรัฐฯ ก็ปิดกั้นท่าเรืออิหร่านตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกหยุดชะงักและราคาพุ่งสูงในช่วงที่ผ่านมา
ผลต่อตลาดน้ำมัน
- ราคาน้ำมัน Brent ร่วงลงราว 5% ปิดที่ประมาณ 78.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการหลุดระดับ 80 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม
- มาตรการผ่อนคลายการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านจะมีผลทันทีหลังการลงนาม
- ตลาดคาดว่าจะมีน้ำมันดิบราว 100 ล้านบาร์เรลจากเรือที่ค้างอยู่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดเมื่อข้อตกลงมีผลบังคับใช้
ส่งผลต่อตลาดและเทรดเดอร์อย่างไร
การคลี่คลายของวิกฤตครั้งนี้มีนัยสำคัญหลายด้าน ในด้านบวก ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า และหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความต่อเนื่องของข้อตกลง เพราะที่ผ่านมามีสัญญาณที่ผสมผสานและความไม่แน่นอนอยู่เป็นระยะ นอกจากนี้ แม้ราคาน้ำมันจะลดลง แต่เฟดยังคงกังวลกับเงินเฟ้อที่ค้างอยู่ในระบบจากผลกระทบของสงครามก่อนหน้านี้ ทำให้นโยบายการเงินยังมีแนวโน้มเข้มงวด ซึ่งเป็นปัจจัยถ่วงดุลที่เทรดเดอร์ควรติดตามควบคู่กันไป
สำหรับเทรดเดอร์ ช่วงเวลานี้สะท้อนว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินสามารถสร้างความผันผวนสูงให้กับทั้งตลาดน้ำมัน ค่าเงิน และตลาดหุ้นได้พร้อมกัน การบริหารความเสี่ยงและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงมีความสำคัญ
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน