สัปดาห์นี้ตลาดไม่ได้จับตาแค่เลือกตั้งกลางเทอมและตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีธนาคารกลางใหญ่ 2 แห่งที่ตลาดคาดว่าจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ย คือธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ในวันอังคารที่ 3 พ.ย. และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในวันพฤหัสบดีที่ 5 พ.ย. ภาพนี้สะท้อนเทรนด์เชิงโครงสร้างที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026 ว่าโลกกำลังกลับเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นอีกรอบ หลังจากหลายฝ่ายเคยคาดว่าวงจรลดดอกเบี้ยจะเดินต่อ
ใครขึ้นไปแล้ว ใครกำลังจะขึ้น
- RBA (ออสเตรเลีย): ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 4.60% ตลาดและธนาคารใหญ่คาดว่าจะขึ้นเป็น 4.85% ซึ่งจะเป็นการขึ้นครั้งที่ 5 ของปี หลังเงินเฟ้อเดือน ก.ย. เร่งขึ้นเป็น 4.3% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (trimmed mean) อยู่ที่ 3.7% สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2-3%
- BoE (อังกฤษ): ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.75% ตลาดคาดว่าจะขึ้นเป็น 4.00% ซึ่งจะเป็นการขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2023 โดยในการประชุมเดือน ก.ย. มีกรรมการ 3 จาก 9 คนโหวตให้ขึ้นแล้ว
- เฟด (สหรัฐฯ): ขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อเดือน ก.ย. สู่ 3.75%-4.00% และคงไว้เมื่อปลาย ต.ค. แต่ตลาดยังให้น้ำหนักสูงว่าอาจขึ้นอีกในเดือน ธ.ค.
- ECB (ยูโรโซน): ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ ล่าสุดคงอัตราเงินฝากไว้ที่ 2.50% ในการประชุม 29 ต.ค. โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมองโอกาสขึ้นอีกในเดือน ธ.ค.
- BoJ (ญี่ปุ่น): คงดอกเบี้ยที่ราว 1.25% ด้วยมติ 8-1 แต่ประเมินว่าเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้เป้า 2% แล้ว และยังส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อ
ต้นเหตุ: พลังงานแพงลากเงินเฟ้อกลับมา
ตัวจุดชนวนหลักคือราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งน้ำมันดิบ ค่าขนส่งทางเรือ และค่าไฟ ในอังกฤษ เพดานราคาพลังงานครัวเรือนขยับขึ้นแล้วตั้งแต่ ต.ค. และมีการคาดการณ์ว่าจะขึ้นอีกในต้นปีหน้า ขณะที่ BoE เคยประเมินว่าเงินเฟ้ออาจขึ้นไปเกิน 4% ในช่วงต้นปี 2027
ปัญหาของธนาคารกลางคือ ราคาพลังงานเป็นแรงกดดันจากฝั่งอุปทาน ซึ่งดอกเบี้ยแก้ได้ไม่ตรงจุด แต่ถ้าปล่อยไว้ เงินเฟ้ออาจลามไปสู่ค่าจ้างและราคาสินค้าอื่น จนความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดกรอบ ธนาคารกลางหลายแห่งจึงเลือกขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ แม้เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอ เช่น การจ้างงานสหรัฐฯ เดือน ก.ย. ที่เพิ่มขึ้นเพียงราว 29,000 ตำแหน่ง
ผลต่อแต่ละตลาด
- พันธบัตร: เมื่อธนาคารกลางหลายแห่งขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน ยีลด์ทั่วโลกมีแนวโน้มถูกดันให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งสอดคล้องกับภาพยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่แกว่งรอบ 5% ในช่วงที่ผ่านมา
- ค่าเงิน: ค่าเงินจะเคลื่อนไหวตาม “ส่วนต่างดอกเบี้ย” และความประหลาดใจเทียบกับที่ตลาดคาด หากธนาคารกลางขึ้นตามคาดแต่ส่งสัญญาณว่าใกล้จุดสูงสุด ค่าเงินอาจอ่อนลงได้แม้ดอกเบี้ยขึ้น เทรดเดอร์จึงควรดูถ้อยแถลงและแนวทางในอนาคตมากกว่าตัวเลขดอกเบี้ยอย่างเดียว
- หุ้น: ต้นทุนเงินที่สูงขึ้นกดดันหุ้นที่มูลค่าขึ้นกับกำไรในอนาคตไกลๆ เช่นหุ้นเทคและหุ้นเติบโต รวมถึงกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยอย่างอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ธนาคารได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย แต่ก็เสี่ยงหนี้เสียมากขึ้น
- ทองคำและคริปโต: สินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยมักถูกกดดันเมื่อดอกเบี้ยแท้จริงสูงขึ้น ซึ่งอธิบายได้ส่วนหนึ่งว่าทำไมทองคำปีนี้ไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวสงครามอย่างที่หลายคนคาด
- น้ำมัน: เป็นทั้งต้นเหตุและตัวแปรที่ต้องจับตา หากราคาพลังงานย่อตัวลง แรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยก็จะลดลงตาม
สิ่งที่ควรจับตา
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ว่า RBA และ BoE จะขึ้นหรือไม่ เพราะตลาดคาดไว้มากแล้ว แต่คือ ผลโหวตและสัญญาณถัดไป ว่าจะขึ้นต่อหรือหยุดรอดูผล ถ้าธนาคารกลางหลายแห่งส่งสัญญาณเข้มงวดต่อเนื่อง ภาวะดอกเบี้ยสูงนานอาจกลายเป็นฉากหลังของตลาดไปอีกหลายเดือน เทรดเดอร์ควรเตรียมรับความผันผวนในช่วงประกาศผลประชุม และบริหารความเสี่ยงให้เหมาะกับขนาดสถานะของตัวเอง
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน