ตลาดทองคำกำลังอยู่ในช่วงที่อธิบายยากที่สุดช่วงหนึ่งของปี ราคาทองคำล่วงหน้าเคลื่อนไหวบริเวณ 4,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ วันที่ 18 กันยายน 2026 ซึ่งต่ำกว่าระดับปิดสูงสุดของปีที่ราว 5,367 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนมีนาคมประมาณ 18% แต่ก็ยังสูงกว่าจุดต่ำสุดกลางเดือนกรกฎาคมที่ราว 3,992 ดอลลาร์อยู่ราว 10% พูดง่ายๆ คือทองคำผ่านการปรับฐานมาแล้วครึ่งปี และตอนนี้กำลังแกว่งตัวอยู่ในกรอบ ไม่ใช่ทั้งขาขึ้นและไม่ใช่ทั้งขาลงเต็มตัว
แรงกดดันฝั่งหนึ่ง: ต้นทุนการถือครองที่แพงขึ้นมาก
ทองคำไม่จ่ายดอกเบี้ยและไม่จ่ายปันผล ต้นทุนของการถือทองคำจึงคือผลตอบแทนที่เสียไปจากการไม่ถือสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีขึ้นไปแตะบริเวณ 5% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ปี 2007 และธนาคารกลางสหรัฐเพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณว่ายังไม่มีแผนลด ต้นทุนดังกล่าวก็สูงขึ้นทันที
นี่คือเหตุผลเชิงกลไกที่ทำให้เงินลงทุนฝั่งการเงิน เช่น กองทุน ETF และนักเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้า มีแรงจูงใจลดน้ำหนักทองคำลง โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามส่วนต่างดอกเบี้ย ดัชนีดอลลาร์ที่ยืนบริเวณ 99-100 ทำให้ทองคำในสกุลเงินอื่นแพงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
แรงพยุงอีกฝั่ง: ผู้ซื้อที่ไม่สนใจราคา
แต่สิ่งที่ทำให้การปรับฐานรอบนี้ไม่กลายเป็นการร่วงแบบไร้พื้น คือผู้ซื้อกลุ่มที่ตัดสินใจด้วยเหตุผลคนละชุดกับนักลงทุนทั่วไป นั่นคือธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าครึ่งแรกของปี 2026 ผู้ซื้อรายใหญ่ ได้แก่
- โปแลนด์ ราว 64 ตัน
- อุซเบกิสถาน ราว 33 ตัน
- จีน ราว 25 ตัน
- คาซัคสถาน ราว 20 ตัน
และผลสำรวจของ World Gold Council พบว่า 89% ของผู้บริหารธนาคารกลางคาดว่าทุนสำรองทองคำของโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า จุดสำคัญคือธนาคารกลางซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง ไม่ได้ซื้อเพื่อทำกำไรระยะสั้น จึงไม่ได้ลดการซื้อเพียงเพราะดอกเบี้ยพันธบัตรสูงขึ้น แรงซื้อลักษณะนี้ทำหน้าที่เหมือนฐานรองรับที่ค่อยๆ ดูดซับแรงขาย
อย่างไรก็ตาม ภาพนี้ไม่ได้เป็นบวกทั้งหมด ในช่วงเดียวกันรัสเซียและตุรกีกลับเป็นผู้ขายสุทธิ ซึ่งสะท้อนว่าแรงซื้อของภาครัฐไม่ได้สม่ำเสมอทุกประเทศ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นด้านสภาพคล่องภายใน
อ่านต่อไปยังตลาดอื่น
เมื่อวางทองคำเทียบกับสินทรัพย์อื่น ภาพจะชัดขึ้น โลหะเงินซึ่งมีความต้องการเชิงอุตสาหกรรมสูงยืนบริเวณ 66 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้อัตราส่วนทองคำต่อโลหะเงินอยู่ราว 66 เท่า สะท้อนว่าโลหะเงินไม่ได้อ่อนแรงตามทองคำทั้งหมด ขณะที่บิตคอยน์ซึ่งมักถูกเรียกว่า "ทองคำดิจิทัล" เคลื่อนไหวบริเวณ 76,500 ดอลลาร์ ห่างจากจุดสูงสุดค่อนข้างมาก
ความต่างนี้มีนัยที่น่าสนใจ ในภาวะที่สภาพคล่องตึงตัวและดอกเบี้ยสูง สินทรัพย์ที่พึ่งพาแรงเก็งกำไรเป็นหลักมักถูกกระทบแรงกว่าสินทรัพย์ที่มีผู้ซื้อเชิงโครงสร้างรองรับ ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐยังยืนได้ โดยดัชนี S&P 500 อยู่บริเวณ 7,637 จุด สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้ตีความการขึ้นดอกเบี้ยเป็นสัญญาณถดถอย
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรติดตาม
ประเด็นที่ควรจับตาในระยะถัดไปมีไม่กี่เรื่อง ได้แก่ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวว่าจะยืนเหนือ 5% ต่อเนื่องหรือไม่ ตัวเลขการซื้อทองคำรายเดือนของธนาคารกลางว่ายังรักษาระดับเดิมได้หรือชะลอลง และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ซึ่งเป็นตัวแปรที่กระทบราคาทองคำโดยตรง เมื่อสามตัวแปรนี้เคลื่อนไปทางเดียวกัน ทองคำมักออกจากกรอบ แต่ตราบใดที่ยังขัดแย้งกันเอง กรอบราคาก็มีแนวโน้มคงอยู่ต่อ
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน