ทองคำ (Spot) ร่วงราว 2.7-2.8% ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2026 ลงไปแถว 4,025-4,040 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำสุดในรอบราว 2-3 เดือน และหลุดแนว 4,100 ดอลลาร์เป็นครั้งที่สามของเดือนนี้ ที่น่าสนใจคือการร่วงเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ความเสี่ยงตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น น้ำมัน Brent ปิดราว 112.9 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบกว่า 5 เดือน และ Nasdaq ร่วงราว 2.6% ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่หลายคนคาดว่าทองคำควร "ขึ้น" ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ปัจจุบันทองคำอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ 5,500 ดอลลาร์เมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 ราวหนึ่งในสี่ บทความนี้อธิบายว่าทำไมทองคำจึงไม่ทำหน้าที่หลุมหลบภัยในระยะสั้น และมีปัจจัยอะไรที่ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักอยู่
สาเหตุที่ 1: น้ำมันแพง → เงินเฟ้อ → ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น
ปีนี้ราคาทองคำเคลื่อนไหวสวนทางกับน้ำมันบ่อยครั้ง เพราะน้ำมันที่แพงขึ้นจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านถูกส่งผ่านไปเป็นความกังวลเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วเมื่อ 16 กันยายน และแม้ตลาดให้น้ำหนักต่ำที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 27-28 ตุลาคมนี้ แต่ยังคาดกันมากว่าอาจขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม
ทองคำไม่ให้ดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนแท้จริงของพันธบัตรอยู่สูง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองจึงสูงตาม นักวิเคราะห์ของ HSBC ให้ความเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับน้ำมันอ่อนลง และบางช่วงกลายเป็นสวนทางกัน ซึ่งต่างจากภาพจำเดิมที่สงครามมักหนุนทอง
สาเหตุที่ 2: ขายทองเพื่อหาสภาพคล่อง
ในวันที่หุ้นเทคโนโลยีถูกเทขาย นักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจมักต้องขายสินทรัพย์ที่ยังมีกำไรหรือมีสภาพคล่องสูงเพื่อนำเงินไปวางหลักประกัน (Margin Call) ทองคำจึงถูกขายไปพร้อมกับสินทรัพย์เสี่ยง สอดคล้องกับที่บิตคอยน์ร่วงกว่า 3% ลงมาแถว 82,000 ดอลลาร์ในวันเดียวกัน HSBC สรุปว่าทองคำ ไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงหุ้นที่เชื่อถือได้ในระยะสั้น เพราะในช่วงตลาดตื่นตระหนก ทองมักทำหน้าที่เป็น "แหล่งสภาพคล่อง" มากกว่าที่หลบภัย
สาเหตุที่ 3: ที่หลบภัยตัวอื่นแย่งบทบาท
วันเดียวกัน ค่าเงินเยนแข็งค่าแรงที่สุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน และดัชนีดอลลาร์ขยับขึ้นเล็กน้อยเพราะความกังวลการคลังฝรั่งเศสกดดันยูโร ขณะที่ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปีย่อลงมาแถว 5% แสดงว่าเงินบางส่วนเลือกพักในพันธบัตรและสกุลเงินปลอดภัยแทนทองคำ
มุมระยะยาวที่ยังถูกจับตา
แม้ระยะสั้นจะอ่อนแอ HSBC ยังชี้ปัจจัยเชิงโครงสร้าง 3 ข้อที่ตลาดใช้ประเมินทองคำในระยะยาว ได้แก่
- ความกังวลหนี้สาธารณะและค่าเงินเสื่อม ซึ่งเห็นชัดจากกรณีพันธบัตรฝรั่งเศส
- ธนาคารกลางกระจายทุนสำรอง ลดการพึ่งพาสกุลเงินหลัก
- โลกแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่เพิ่มความต้องการสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนกฎในเอเชียที่เปิดให้บริษัทประกันรายใหญ่ของจีนและบริษัทจัดการกองทุนของอินเดียถือทองคำได้ ซึ่งเป็นแหล่งอุปสงค์ใหม่ที่ต้องติดตาม
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรติดตาม
- ประชุมเฟด 27-28 ต.ค. โดยเฉพาะท่าทีต่อการขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม รวมถึงการประชุม ECB และ BoJ ในสัปดาห์เดียวกัน
- GDP ไตรมาส 3 และ PCE ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศ 29 ต.ค. ซึ่งมีผลต่อคาดการณ์ดอกเบี้ยและผลตอบแทนแท้จริง
- ราคาน้ำมันและสถานการณ์ซาอุดีอาระเบีย ว่าจะยังผลักเงินเฟ้อคาดการณ์ขึ้นต่อหรือไม่
- แนว 4,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยาที่ตลาดจับตา หากหลุดอาจเห็นความผันผวนสูงขึ้น ขณะที่จุดต่ำสุดของปีอยู่แถว 3,900 กว่าดอลลาร์ช่วงปลายมิถุนายน
ภาพรวมคือ ทองคำในปีนี้ตอบสนองต่อ "ดอกเบี้ยและสภาพคล่อง" มากกว่า "ข่าวสงคราม" การเข้าใจกลไกนี้ช่วยให้เทรดเดอร์ประเมินความเสี่ยงได้สมจริงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ถือทองคำโดยคาดหวังให้ช่วยป้องกันพอร์ตหุ้นในช่วงตลาดผันผวน
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน