ต้นสัปดาห์นี้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาเป็นตัวนำความเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อน้ำมันดิบเบรนท์ปิดวันที่ 12 ตุลาคม เพิ่มขึ้นราว 1.8% ที่ประมาณ 106.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ขณะที่ WTI บวกราว 2% ที่ประมาณ 93.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลางที่กลับมาอีกรอบ และจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นก่อนรายงานเงินเฟ้อสหรัฐเพียงไม่กี่วัน ทำให้ประเด็นนี้มีน้ำหนักมากกว่าการขึ้นลงของราคาน้ำมันตามปกติ
เกิดอะไรขึ้น
กลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังอ้างความรับผิดชอบการโจมตีสนามบินนานาชาติกรุงริยาดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 13 คนและบาดเจ็บกว่า 300 คน และมีการโจมตีต่อเนื่องในวันถัดมา ขณะเดียวกันหน่วยงาน UK Maritime Trade Operations รายงานเหตุกระทบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในช่วงวันที่ 10-11 ตุลาคม ลำหนึ่งถูกโดรนโจมตีใกล้เมืองโซฮาร์ของโอมาน อีกลำได้รับความเสียหายระหว่างเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นักวิเคราะห์ระบุว่ามีโรงกลั่นในซาอุดีอาระเบียบางส่วนต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวหลังท่อส่งด้านทะเลแดงถูกปิด
ที่น่าสนใจคือข่าวฝั่งที่ควรกดราคาน้ำมันลงกลับเอาชนะไม่ได้ ก่อนหน้านี้มีการประกาศข้อตกลงให้รัสเซียส่งดีเซลออกสู่ตลาดกว่า 300,000 ตัน และรัสเซียผ่อนคลายคำสั่งห้ามส่งออกดีเซลบางส่วนราว 500,000 ตัน รวมถึงมีการประกาศหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระหว่างรัสเซียและยูเครน แต่ต่อมาฝ่ายยูเครนกล่าวหาว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ตลาดจึงเลือกให้น้ำหนักกับความเสี่ยงอุปทานที่จับต้องได้มากกว่าคำประกาศที่ยังไม่มีผลจริง
ทำไมรอบนี้สำคัญกว่าปกติ
เพราะมันชนกับปฏิทินนโยบายการเงินโดยตรง สหรัฐมีกำหนดรายงานเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนกลางสัปดาห์นี้ โดยตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาเร่งขึ้นในระดับราว 3.6% และยังมีรายงาน PPI ตามมา ต้นทุนพลังงานเป็นช่องทางที่ส่งผ่านไปสู่ราคาสินค้าและบริการได้เร็วและเห็นผลชัด ดังนั้นการที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อยังไม่กลับเข้าเป้าหมาย จึงเท่ากับเพิ่มความเสี่ยงด้านบนให้ตัวเลขในเดือนถัดไป ไม่ใช่เดือนที่กำลังจะรายงาน
ด้านนักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาน้ำมันขณะนี้มีส่วนที่เป็น "ค่าความเสี่ยง" (risk premium) อยู่ในระดับสูงกว่า 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยโกลด์แมน แซกส์ปรับคาดการณ์เบรนท์เดือนธันวาคมขึ้นเป็น 90 ดอลลาร์จาก 85 ดอลลาร์ ซึ่งยังต่ำกว่าราคาปัจจุบันมาก นั่นหมายความว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย ราคามีช่องให้ย่อตัวได้มาก แต่หากยกระดับความรุนแรงก็มีความเสี่ยงด้านบนเช่นกัน
ผลกระทบในแต่ละตลาด
- หุ้นสหรัฐ: ภาพรวมดัชนีนิ่ง แต่ข้างในแยกทางกันชัด กลุ่มพลังงานนำตลาดขึ้น ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ปรับลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าเงินหมุนเข้าหากลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานแทนกลุ่มเติบโต
- ค่าเงิน: ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 0.4% สู่ระดับที่รายงานว่าสูงสุดในราว 18 เดือน ยูโรอ่อนลงมาบริเวณ 1.116 ดอลลาร์ สอดคล้องกับภาพที่ตลาดเตรียมรับเงินเฟ้อที่อาจเร่งขึ้นและท่าทีที่ยังไม่ผ่อนคลายของผู้กำหนดนโยบาย
- ทองคำ: ปรับลงราว 0.6% มาบริเวณ 4,190 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (สัญญาเดือนธันวาคม) เป็นกรณีศึกษาที่ดีว่าทองคำไม่ได้ขึ้นทุกครั้งที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อแรงกดจากดอลลาร์แข็งและผลตอบแทนพันธบัตรมีน้ำหนักมากกว่า
- พันธบัตร: ตลาดพันธบัตรสหรัฐปิดทำการในวันโคลัมบัสเดย์ จึงยังไม่มีการสะท้อนราคาจากข่าวนี้ ทำให้แรงปรับตัวทั้งหมดถูกเลื่อนไปรวมกับวันที่ CPI ออก ซึ่งอาจทำให้ความผันผวนในวันนั้นสูงกว่าปกติ
- คริปโต: ยังอยู่ในช่วงอ่อนแรงของเดือนตุลาคม โดยสินทรัพย์กลุ่มนี้มักอ่อนไหวต่อดอลลาร์ที่แข็งค่าและสภาพคล่องที่ตึงตัวพร้อมกับหุ้นเติบโต
สิ่งที่ควรติดตามต่อ
ประเด็นที่ชี้ทิศทางระยะสั้นคือ หนึ่ง ความต่อเนื่องของการโจมตีและสถานะการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าค่าความเสี่ยงจะอยู่หรือหายไป สอง ตัวเลข CPI และ PPI สหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะบอกว่าตลาดต้องปรับความคาดหวังดอกเบี้ยอย่างไร และสาม ฤดูกาลประกาศงบกลุ่มธนาคารที่เริ่มต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งมักให้ภาพคุณภาพสินเชื่อและกำลังซื้อผู้บริโภคได้ตรงกว่าตัวเลขเศรษฐกิจบางตัว
กรอบคิดที่ใช้ได้กับกรณีนี้คือ แยกระหว่าง "ข่าวที่กระทบอุปทานจริง" กับ "ข่าวที่เป็นคำประกาศ" ตลาดสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงที่ยังไม่มีผลบังคับใช้จริงมีน้ำหนักน้อยกว่าท่อส่งที่ปิดและเรือที่ถูกโจมตี
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน