ประเด็นที่ตลาดทั่วโลกจับตามากที่สุดในตอนนี้ คือสัญญาณว่าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์อาจใกล้จบลง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ระงับแผนโจมตีรอบใหม่ และระบุว่าข้อตกลงยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจลงนามได้ภายในสุดสัปดาห์นี้ บทความนี้จะอธิบายว่าวิกฤตนี้คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อเทรดเดอร์ทุกตลาด
ช่องแคบฮอร์มุซสำคัญอย่างไร
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก การที่ช่องแคบถูกปิดเกือบสมบูรณ์ตั้งแต่สงครามปะทุ ทำให้อุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียหายไปจากตลาดจำนวนมาก ราคาพลังงานจึงพุ่งขึ้นแรงและกลายเป็น "energy shock" ที่ส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อทั่วโลก
เงินเฟ้อกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้ง
ผลกระทบเริ่มชัดเจนในตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด:
- สหรัฐฯ — ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพฤษภาคมพุ่ง 6.5% เมื่อเทียบรายปี สูงสุดนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2022 สะท้อนต้นทุนพลังงานที่ไหลเข้าสู่ภาคการผลิต
- ยูโรโซน — เงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคมขยับขึ้นเป็น 3.2% โดยราคาพลังงานพุ่ง 10.9% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานขึ้นมาอยู่ที่ 2.5%
ECB ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
ธนาคารกลางยุโรปตอบสนองด้วยการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25% ในการประชุมเดือนมิถุนายน นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 และเป็นธนาคารกลางหลักแห่งแรกที่ขยับรับมือ energy shock รอบนี้ ตลาดยังคาดว่าอาจมีการขึ้นอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีนี้ แม้เศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวในไตรมาสแรกก็ตาม ซึ่งสะท้อนภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบ "stagflation" คือเศรษฐกิจอ่อนแอแต่เงินเฟ้อสูง
ผลต่อตลาดและเทรดเดอร์
วิกฤตนี้ส่งผลเชื่อมโยงกันหลายตลาด:
- น้ำมัน — กลายเป็นสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อข่าวการเจรจาที่สุด ข่าวดีลคืบหน้าทำให้ WTI ร่วงกว่า 4% ในวันเดียวสู่ราว 86 ดอลลาร์ แต่หากการเจรจาล่ม ราคาอาจดีดกลับแรง
- ค่าเงิน — ดอลลาร์แข็งค่าจากบทบาทสินทรัพย์ปลอดภัยและดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูง ขณะที่เยนอ่อนค่าแตะ 160.5 ต่อดอลลาร์ ส่วนยูโรได้แรงหนุนใหม่จากการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB
- ทองคำ — แม้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่กลับถูกกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลก ล่าสุดร่วงต่ำสุดตั้งแต่ปลายปี 2025
- หุ้น — ผันผวนตามข่าวรายวัน วันที่มีข่าวโจมตีตลาดร่วงแรง วันที่มีข่าวดีลตลาดดีดกลับเร็ว
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
จุดชี้ขาดคือการลงนามข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นช่วงสุดสัปดาห์นี้ หากสำเร็จและช่องแคบฮอร์มุซเปิดได้จริง แรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานจะค่อยๆ ลดลง และอาจเปลี่ยนการคาดการณ์ดอกเบี้ยของทั้ง Fed และ ECB อีกครั้ง แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการลงนามจริง ความเสี่ยงที่สถานการณ์จะพลิกกลับยังสูง เทรดเดอร์ควรบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน