ประเด็นที่กดดันตลาดโลกมากที่สุดในเวลานี้คือ สงครามอิหร่านปี 2026 ที่ปะทุตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางสะดุด และจุดชนวนให้ราคาพลังงานพุ่งทั่วโลก จนเริ่มกระทบทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
เกิดอะไรขึ้นกับน้ำมัน
ความขัดแย้งทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมดถูกจำกัด ซึ่งสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าเป็น "การหยุดชะงักด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์" ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งขึ้นแตะระดับราว 105 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงปลายเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นกว่า 44% จากก่อนสงคราม
ผลต่อเงินเฟ้อและ Fed
- ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เร่งขึ้นแตะ 3.3% ต่อปีในเดือนเมษายน สูงสุดในรอบหลายเดือน นำโดยราคาพลังงาน
- เจ้าหน้าที่ Fed จำนวนมากขึ้นเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจต้อง "ขึ้นดอกเบี้ย" เพื่อสกัดเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อยังยืนเหนือเป้าหมาย 2% ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการพลิกจากที่ตลาดเคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ย
- การประชุม Fed ครั้งถัดไป (16-17 มิถุนายน) จะเป็นครั้งแรกภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh โดยตลาดยังไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยในรอบนี้
ส่งผลต่อตลาดและเทรดเดอร์อย่างไร
ปัจจัยนี้ทำให้ตลาดอยู่ในภาวะ "สองแรงดึง" — ด้านหนึ่งหุ้นเทค/ชิปยังพาดัชนีทำนิวไฮ แต่อีกด้านความเสี่ยงเงินเฟ้อจากน้ำมันแพงดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (yield) สูงขึ้น และเพิ่มความผันผวนให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต สำหรับเทรดเดอร์ ประเด็นที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ทิศทางราคาน้ำมัน และถ้อยแถลงของ Fed ซึ่งล้วนเป็นตัวกำหนดความผันผวนของค่าเงิน ทองคำ และตลาดหุ้นในระยะนี้
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน