ตลาดการเงินทั่วโลกในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2026 เคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 9 ติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนจับตาสัปดาห์ประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น
หุ้นสหรัฐปิดลบทั้งกระดาน
ดัชนีหุ้นสหรัฐเปิดวันในแดนบวกแต่กลับอ่อนตัวลงในช่วงท้ายตลาด โดยดัชนี Dow Jones ปิดลดลง 307.16 จุด หรือ -0.59% ที่ 51,839.26 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.19% ปิดที่ 7,443.28 จุด และ Nasdaq ลดลงเล็กน้อย 0.05% ปิดที่ 25,508.07 จุด ส่วนดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ลดลง 0.39% สาเหตุหลักมาจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมากดดันตลาด รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น แม้หุ้นกลุ่มชิปจะฟื้นตัวได้บ้างระหว่างวันก็ตาม
น้ำมันพุ่งแรงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นแตะระดับสูงกว่า 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลระหว่างวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน ก่อนย่อลงมาซื้อขายบริเวณ 88 ดอลลาร์ หลังมีสัญญาณความพยายามทางการทูตรอบใหม่ ปัจจัยหนุนราคามาจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อกรณีทหารสหรัฐเสียชีวิต และการประกาศปิดล้อมการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตีในเยเมน
ทองคำทรงตัว สวนทางความคาดหมาย
ราคาทองคำ Spot ทรงตัวที่ราว 4,018 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้าปรับลงมากกว่า 3% ปรากฏการณ์ที่ทองคำไม่ได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ อธิบายได้จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นซึ่งจุดความกังวลเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้นหรือกระทั่งปรับขึ้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่สูงมักลดความน่าสนใจของทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย
คริปโตเคลื่อนไหวแบบผสม
Bitcoin ซื้อขายบริเวณ 64,600 ดอลลาร์ ลดลงราว 0.2% ขณะที่ Ethereum ขยับขึ้น 0.5% มาที่ราว 1,871 ดอลลาร์ ตลาดคริปโตยังไร้ทิศทางชัดเจน ท่ามกลางมุมมองครึ่งปีหลังที่แตกต่างกันของนักวิเคราะห์
ค่าเงินและพันธบัตร
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับขึ้นมาที่ราว 100.8 ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดรอบหนึ่งเดือน โดยได้แรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการคาดการณ์ดอกเบี้ย ตลาดให้น้ำหนักราว 53% ว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นจาก 47% ในวันก่อนหน้า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นกดดันหุ้น
สัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทใหญ่ ทั้ง Alphabet, Tesla, Intel และ IBM ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางตลาดหุ้นในระยะถัดไป
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน