ตลาดการเงินโลกในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2026 เคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันเดียวกันเกือบทุกสินทรัพย์ นั่นคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่งเกินคาดและจุดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อขึ้นมาอีกครั้ง
พันธบัตร: ต้นตอของแรงกดดันทั้งตลาด
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปิดที่ราว 5.19% เพิ่มขึ้นประมาณ 8 basis points และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ส่วนรุ่นอายุ 30 ปี ขึ้นไปแตะ 5.48% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004 และรุ่นอายุ 5 ปี ทะลุระดับ 5% เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี
ปัจจัยที่ผลักดันมาจากสองทาง ทางแรกคือดัชนี PMI ของ S&P Global ที่ชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจในสหรัฐขยายตัวแรงที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ทำให้ตลาดมองว่าเฟดยังมีพื้นที่ในการขึ้นดอกเบี้ยต่อ ทางที่สองคือการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปี ที่ได้รับการตอบรับไม่ดี จนเกิดแรงเทขายรอบใหม่ในตลาดรอง
ถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายก็ออกมาในโทนเข้มงวด โดย จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้เป็นเรื่อง "สมเหตุสมผล" ขณะที่ แอนนา พอลสัน จากเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย มองว่าอาจจำเป็นต้องคุมเข้มเพิ่มอีกเล็กน้อย ส่งผลให้ตลาดให้น้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมราว 70% จากที่อยู่แถว 50% เมื่อสัปดาห์ก่อน
หุ้นสหรัฐ: ปิดคละกันในกรอบแคบ
แม้แรงกดดันจากบอนด์ยีลด์จะสูง แต่ดัชนีหุ้นสหรัฐกลับปิดใกล้เคียงระดับเดิม
- Dow Jones ลดลงราว 0.3%
- S&P 500 ปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง ติดลบเล็กน้อยราว 0.07%
- Nasdaq ทรงตัว เคลื่อนไหวใกล้ระดับปิดของวันก่อนหน้า
ตลาดเปิดมาด้วยการปรับตัวลง ก่อนจะลดช่วงลบลงในช่วงบ่าย หลังมีรายงานว่าผู้แทนสหรัฐและอิหร่านกำลังหารือข้อตกลงแบบเป็นขั้นตอน ที่อิหร่านจะเปิดทางให้เรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐผ่อนคลายมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ
ฝั่งหุ้นรายตัวมีแรงกดดันเฉพาะตัวที่ชัดเจน Oracle ร่วงราว 5% หลังประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ในโครงการศูนย์ข้อมูลที่รัฐนิวเม็กซิโก ส่วน MGM Resorts ดิ่งเกือบ 10% หลัง แบร์รี ดิลเลอร์ ถอนข้อเสนอซื้อกิจการมูลค่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์
ด้านข้อมูลแรงงาน ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงมาอยู่ที่ 197,000 ราย ยังอยู่ในระดับต่ำตามประวัติศาสตร์ และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตลาดเชื่อว่าเฟดมีพื้นที่คุมเข้มต่อได้
ทองคำและน้ำมัน: สวนทางกัน
ทองคำปรับตัวลงราว 0.5% มาอยู่ในโซน 4,290–4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เหตุผลหลักคือผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำซึ่งไม่มีดอกผลเพิ่มตาม แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจึงถูกหักล้าง ขณะที่โลหะเงินลงแรงกว่า ราว 1.5% สู่ระดับใกล้ 64 ดอลลาร์
ตรงข้ามกับน้ำมันที่ปรับขึ้น โดยระหว่างวันพุ่งไปได้ถึงราว 3–4% หลังประธานาธิบดีอิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐ ก่อนจะย่อลงมาปิดบวก น้ำมันดิบเบรนท์อยู่เหนือระดับ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI แถว 93 ดอลลาร์ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นอีกช่องทางที่ส่งผ่านความกังวลเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ตลาดพันธบัตร
ค่าเงินและคริปโต
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ยืนใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนที่ราว 101.1 ตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ยูโรอ่อนค่าลงสู่ 1.1378 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ปอนด์อ่อนลงที่ 1.3231 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ส่วนเยนญี่ปุ่นเคลื่อนไหวแถว 157.9 เยนต่อดอลลาร์
คริปโตเป็นกลุ่มที่รับแรงกดดันชัดที่สุด บิตคอยน์เปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ราว 84,370 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 2.1% จากวันก่อนหน้า และย่อลงต่อไปแถว 83,500 ดอลลาร์ ขณะที่อีเทอเรียมอยู่ที่ราว 2,684 ดอลลาร์ ลดลงราว 2.5% สาเหตุมาจากความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงที่ไม่มีกระแสเงินสด หลังจากที่เพิ่งเปิดระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือนเมื่อวันก่อนหน้า
ภาพรวมที่ควรจับตา
วันนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย "อัตราดอกเบี้ย" เป็นแกนกลาง เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแรงและเงินเฟ้อมีความเสี่ยงขาขึ้นจากราคาพลังงาน ผลตอบแทนพันธบัตรจึงขึ้น ดึงให้ดอลลาร์แข็ง กดทองคำและคริปโต ส่วนหุ้นพยุงตัวได้เพราะข่าวคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางเข้ามาถ่วงดุลพอดี
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน