ตลาดการเงินโลกในวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2026 เคลื่อนไหวแบบแยกทางกันชัดเจน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกเทขายจากข่าวรายได้ของ OpenAI ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งแรงจากความเสี่ยงด้านอุปทาน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังยืนสูงใกล้ระดับสูงสุดในหลายสิบปี
หุ้นสหรัฐ: ดาวโจนส์บวกสวนทาง Nasdaq ร่วงแรง
- Dow Jones ปิดที่ 51,231.64 จุด เพิ่มขึ้น 51.77 จุด (+0.10%)
- S&P 500 ปิดที่ 7,765.36 จุด ลดลง 36.41 จุด (-0.47%)
- Nasdaq Composite ปิดที่ 27,193.34 จุด ลดลง 345.35 จุด (-1.25%)
ตัวจุดชนวนคือรายงานของ Financial Times ที่ระบุว่ารายได้ต่อปีแบบ annualized ของ OpenAI ต่ำกว่าประมาณการเดิมราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ข่าวนี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นในธีมปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นแรงขับเคลื่อนตลาดมาตลอดปี ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (SOX) ลงไปลึกสุดราว 4% ระหว่างวันก่อนลดช่วงลบ หุ้น Arm, Intel และ Marvell ร่วงกว่า 6% ส่วน Micron ลงกว่า 5%
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจยังดูดี ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงเหลือ 197,000 ราย สะท้อนการเลิกจ้างที่ยังอยู่ระดับต่ำ และ FactSet ประเมินกำไรบริษัทใน S&P 500 ไตรมาส 3 เติบโตราว 29.5% ซึ่งช่วยพยุงฝั่งดาวโจนส์ไว้ ขณะที่ PepsiCo รายงานกำไรดีกว่าคาดแต่ปรับลดเป้าการเติบโตของกำไรหลักลงเหลือ 2.5-3% ด้านดัชนีความผันผวน VIX ขยับขึ้นมาที่ 15.57 (+3.25%) ซึ่งยังไม่ถือว่าสูง
น้ำมัน: ปัจจัยอุปทานดันราคาพุ่งกว่า 3%
น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนพฤศจิกายนพุ่งราว 3.2% ขึ้นไปบริเวณ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Brent ยืนเหนือ 103 ดอลลาร์ แรงหนุนมาจากความกังวลเรื่องอุปทานในตะวันออกกลาง เหตุโจมตีเรือขนส่งในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการลดกำลังผลิตในอ่าวเม็กซิโกจากพายุโซนร้อน ระหว่างวันมีรายงานว่าสหรัฐกำลังพิจารณาปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะออกมาระบุว่าสหรัฐจะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ทำให้ราคาย่อลงมาบางส่วน ราคาน้ำมันระดับนี้เป็นตัวแปรสำคัญ เพราะย้อนกลับไปกดดันความคาดหวังเงินเฟ้ออีกทางหนึ่ง
ทองคำและพันธบัตร
ทองคำปิดบวกเล็กน้อยราว 0.4% ที่บริเวณ 4,155 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อฝั่งพลังงาน แต่ถูกจำกัดด้วยดอลลาร์ที่แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ระดับสูง
ตลาดพันธบัตรยังเป็นแกนกลางของเรื่องทั้งหมด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวแถว 5.2-5.3% และรุ่นอายุ 30 ปี อยู่ราว 5.67% ใกล้ระดับสูงสุดในหลายสิบปี สาเหตุหลักมาจากรายงานการประชุมเฟดรอบวันที่ 15-16 กันยายน ที่ส่งสัญญาณสายเหยี่ยว โดยกรรมการส่วนใหญ่มองว่าเงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงอันดับแรกของเศรษฐกิจ กลไกที่ตามมาคือผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น และกระทบหุ้นเติบโตกับหุ้นเทคโนโลยีมากที่สุด เพราะมูลค่าของบริษัทกลุ่มนี้อ้างอิงกำไรในอนาคตเป็นหลัก
ค่าเงินและคริปโต
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ยืนแข็งแถว 102.2-102.4 ใกล้ระดับสูงสุดในรอบราว 18 เดือน จากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนที่เอื้อให้เงินทุนไหลเข้าสหรัฐ ยูโรอ่อนค่าลงมาบริเวณ 1.117-1.120 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์เทียบเยนอยู่แถว 158 เยน
ฝั่งคริปโตถูกกดหนักที่สุด บิทคอยน์ร่วงราว 1.9% ปิดแถว 81,700 ดอลลาร์ โดยลงไปทำจุดต่ำสุดของวันที่ประมาณ 80,460 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในราว 3 สัปดาห์ ขณะที่อีเธอเรียมร่วงแรงกว่า ปิดลบราว 3.8% ที่ 2,475 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่ามีการบังคับปิดสถานะ (liquidation) ในตลาดคริปโตรวมราว 974 ล้านดอลลาร์ในรอบ 24 ชั่วโมง สะท้อนลักษณะของสินทรัพย์ที่ใช้เลเวอเรจสูง ซึ่งมักถูกกระทบก่อนเมื่อสภาพคล่องตึงตัว
ภาพรวมของวัน
ภาพรวมของวันนี้คือเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นหลักอีกครั้ง น้ำมันแพงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ระดับสูง และดอลลาร์แข็งค่า ทั้งสามอย่างรวมกันทำให้เงินทุนหมุนออกจากสินทรัพย์ที่อ้างอิงการเติบโตในอนาคต เช่น หุ้นเทคโนโลยีและคริปโต ไปหาสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดชัดเจนกว่า จึงเห็นดาวโจนส์ยืนบวกสวนทางกับ Nasdaq ที่ร่วงแรง ส่วนประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือทิศทางราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และผลประกอบการไตรมาส 3 ที่กำลังทยอยประกาศ
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน