ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญแรงขายหนักในวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2026 หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง กดดันสินทรัพย์เสี่ยงแทบทุกประเภท
หุ้นสหรัฐร่วงแรง ดาวโจนส์ดิ่งเกือบ 1,000 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วง 953 จุด หรือ -1.87% ที่ระดับ 49,918.78 จุด ขณะที่ S&P 500 ลดลง 1.62% ปิดที่ 7,266.99 จุด และ Nasdaq ร่วง 1.98% ปิดที่ 25,169.50 จุด โดยดัชนีหลักทั้งสามปิดใกล้จุดต่ำสุดของวัน
แรงกดดันหลักมาจากรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมที่เพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 และเร่งตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สาเหตุสำคัญคือราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น 23.5% จากผลกระทบของสงครามอิหร่าน นอกจากนี้สหรัฐยังส่งสัญญาณเตรียมโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม ทำให้นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อ
ทองคำร่วงแรงสวนทางวิกฤต น้ำมันทรงตัวระดับสูง
ราคาทองคำร่วงลงราว 4.8% สู่บริเวณ 4,056 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เพราะปกติทองคำมักได้แรงหนุนในช่วงวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ แต่รอบนี้ราคาน้ำมันที่สูงผลักดันคาดการณ์เงินเฟ้อให้สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและดอลลาร์แข็งค่า กลายเป็นแรงกดดันต่อทองคำแทน ด้านราคาน้ำมันดิบยังเคลื่อนไหวผันผวนใกล้ระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงพอที่จะหล่อเลี้ยงความเสี่ยงเงินเฟ้อต่อไป
ค่าเงินและคริปโต
- ดัชนีดอลลาร์ ทรงตัวบริเวณ 100 จุด หลังดีดตัวแรงในวันก่อนหน้า โดยตัวเลข CPI ที่ออกมาตามคาดทำให้ดอลลาร์ไม่ได้แข็งค่าเพิ่มมากนัก
- EUR/USD ทรงตัวบริเวณ 1.1550 ได้อานิสงส์จากแรงขายทำกำไรในดอลลาร์
- Bitcoin ซื้อขายบริเวณ 61,500 ดอลลาร์ ลดลงราว 17% ในรอบสัปดาห์ ท่ามกลางแรงไหลออกจาก Bitcoin ETF ต่อเนื่อง ขณะที่ Ethereum อยู่บริเวณ 1,638 ดอลลาร์
จับตาประชุม Fed 17 มิถุนายน
ตลาดให้น้ำหนักกว่า 96% ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เพื่อรอประเมินว่าเงินเฟ้อรอบนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ ที่น่าสังเกตคือตลาดเริ่มมองโอกาส "ขึ้นดอกเบี้ย" มากกว่า "ลดดอกเบี้ย" ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองครั้งสำคัญที่เทรดเดอร์ควรติดตามใกล้ชิด
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน