วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ชาวอเมริกันออกไปเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งชี้ขาดการควบคุมรัฐสภาในอีกสองปีข้างหน้า ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับตลาดไม่ใช่แค่ใครชนะ แต่คือผลที่ออกมาตรงหรือต่างจากสิ่งที่ราคาสะท้อนไว้แล้วแค่ไหน เพราะตลาดคาดการณ์ค่อนข้างชัดเจนว่าพรรคเดโมแครตได้เปรียบ
ตลาดคาดอะไรไว้แล้ว
การเลือกตั้งรอบนี้ชิงที่นั่งสภาผู้แทนฯ ทั้ง 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา 35 จาก 100 ที่นั่ง ปัจจุบันรีพับลิกันคุมทั้งสองสภา ส่วนเดโมแครตต้องได้เพิ่มสุทธิ 4 ที่นั่งจึงจะคุมวุฒิสภาได้
- ตลาดคาดการณ์ Kalshi (ณ เที่ยงวันที่ 2 พ.ย. เวลาสหรัฐฯ): เดโมแครตชนะสภาผู้แทนฯ 94% และวุฒิสภา 74%
- UBS ประเมินเดโมแครตครองสองสภา 50% แบ่งกันคุมคนละสภา 40% และรีพับลิกันรักษาทั้งสองสภา 10%
- Morgan Stanley มองว่าเดโมแครตได้เปรียบในสภาผู้แทนฯ ส่วนวุฒิสภายังสูสี โดยเดโมแครตนำเล็กน้อย
ตัวเลขข้างต้นเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลจริง และความเห็นของแต่ละแหล่งยังต่างกันโดยเฉพาะฝั่งวุฒิสภา ซึ่งเป็นจุดที่อาจเกิดเซอร์ไพรส์ได้มากที่สุด
ทำไมผลอาจไม่เปลี่ยนทิศทางนโยบายทันที
Morgan Stanley ระบุว่าไม่เห็นว่าการเลือกตั้งจะเปลี่ยนภาพเศรษฐกิจมหภาคอย่างมีนัยสำคัญ เพราะประธานาธิบดียังมีอำนาจหลักด้านภาษีศุลกากร การต่างประเทศ และกฎระเบียบ ส่วน UBS เสริมว่าเสียงข้างมากที่บางและอำนาจวีโตจะจำกัดการออกกฎหมายขนาดใหญ่ และมองว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เหตุการณ์ที่กำหนดทิศทางของหุ้น พันธบัตร หรือดอลลาร์แบบขาวหรือดำ
สิ่งที่อาจเปลี่ยนจริงคือการเมืองด้านการคลัง หากการควบคุมสภาเปลี่ยนมือ การตรวจสอบรัฐบาลจะเข้มขึ้น และการเจรจางบประมาณจะยากขึ้น UBS ชี้ว่าการเจรจาเพดานหนี้ในปี 2027 อาจสร้างความผันผวน ขณะที่ Schwab เตือนเรื่องการต่อรองงบประมาณรัฐบาลและเพดานหนี้เช่นกัน
ผลต่อแต่ละตลาด
- หุ้นสหรัฐ: S&P 500 ปิด 7,541.40 ลดลง 0.5% และ Nasdaq ลดลง 1.1% เมื่อวันที่ 2 พ.ย. แต่แรงกดดันหลักมาจากความกังวลเรื่องเงินลงทุน AI หลัง Oracle ร่วง 8.76% จากแผนระดมทุน 20,000 ล้านดอลลาร์ ไม่ใช่จากการเลือกตั้งโดยตรง ส่วน VIX ขึ้นมาที่ 21.15
- พันธบัตร: ยีลด์ 10 ปีอยู่ราว 4.89% ตลาดพันธบัตรมักไวต่อเรื่องการคลัง แต่ Morgan Stanley มองว่านโยบายเฟดและภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเงินเฟ้อและราคาน้ำมันมีน้ำหนักมากกว่า
- ค่าเงิน: ดัชนีดอลลาร์อยู่ราว 101.78 บางบทวิเคราะห์มองว่าดอลลาร์จะตอบสนองชัดที่สุดหากผลออกมาต่างจากคาด โดยเฉพาะกรณีรีพับลิกันรักษาทั้งสองสภา ซึ่งอาจทำให้ตลาดปรับคาดการณ์การคลังและเงินเฟ้อ
- ทองคำ: ราคาฟื้นขึ้น 1.49% มาที่ราว 3,957 ดอลลาร์ แรงขับระยะสั้นยังผูกกับยีลด์ ดอลลาร์ และน้ำมันมากกว่าผลเลือกตั้ง
- น้ำมัน: Brent ร่วง 7.63% เหลือ 104.77 ดอลลาร์ และ WTI ลง 7.36% เหลือ 96.46 ดอลลาร์ จากความหวังการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ปัจจัยนี้จึงเด่นกว่าการเมืองในประเทศ แม้ Morgan Stanley จะชี้ว่าหุ้นพลังงานและเทคโนโลยีอ่อนไหวต่อข่าวนโยบาย
- คริปโต: เป็นตลาดที่ผูกกับรัฐสภาโดยตรงที่สุด ร่างกฎหมาย CLARITY Act ไม่ผ่านการลงมติในวุฒิสภาด้วยคะแนน 49-50 เมื่อ 15 ก.ย. จากที่ต้องการ 60 เสียง ชะตาของร่างนี้จึงขึ้นกับสภาชุดใหม่ที่จะเริ่มงาน 3 ม.ค. 2027 ขณะที่ Bitcoin อยู่ราว 76,700 ดอลลาร์
ประวัติศาสตร์บอกอะไร และข้อควรระวัง
ข้อมูลของ Fidelity ระบุว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกใน 12 เดือนหลังเลือกตั้งกลางเทอมราว 95% ของครั้งนับตั้งแต่ปี 1938 แต่สถิติมีตัวอย่างน้อยและไม่ได้รับประกันอนาคต Schwab ยกปี 2018 เป็นข้อยกเว้นที่หุ้นไม่ขึ้นตามแบบแผน ซึ่งเป็นปีดอกเบี้ยขาขึ้น บริบทนี้สำคัญเพราะปลายเดือนตุลาคมตลาดให้น้ำหนักราว 70-80% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม
สิ่งที่ต้องติดตาม
- เช้าวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย: ผลเริ่มทยอยออก หากบางสนามสูสี การนับคะแนนหรือข้อโต้แย้งทางกฎหมายอาจยืดความไม่แน่นอนออกไป
- ศุกร์ที่ 6 พ.ย.: ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนตุลาคม ซึ่งอาจมีผลต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยมากกว่าการเลือกตั้ง
- 3 ม.ค. 2027: สภาชุดใหม่เริ่มทำงาน และการเจรจาด้านการคลังจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้น
โดยสรุป การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นทั้งเหตุการณ์ทางการเมืองและบททดสอบว่าตลาดคาดการณ์ถูกแค่ไหน แต่ปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคาในระยะสั้นยังมีทั้งดอกเบี้ย น้ำมัน และ AI ร่วมอยู่ด้วย
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน