เว็บเรียนเทรดและวิเคราะห์ตลาดการเงินสำหรับคนไทย — หุ้น ทองคำ คริปโต ดัชนี · คอร์สฟรี บทความ TA/FA เครื่องมือคำนวณเริ่มเรียน
จิตวิทยาการเทรด

Availability Bias — นึกออกง่าย ไม่ได้แปลว่าเกิดบ่อย กับดักของการตัดสินใจจากข่าว

Availability Bias — นึกออกง่าย ไม่ได้แปลว่าเกิดบ่อย กับดักของการตัดสินใจจากข่าว

รายย่อยซื้อสุทธิเกือบ 30% ในวันที่หุ้นคึกคักที่สุด แต่ขายสุทธิในวันที่หุ้นเงียบ เมื่อสิ่งที่ถูกหยิบมาพิจารณาคือตัวที่แย่งความสนใจได้ ไม่ใช่ตัวที่ดีที่สุด

ลองนึกถึงช่วงที่ข่าวตลาดร่วงแรงวนอยู่ในฟีดทุกวัน ช่วงนั้นเรามักรู้สึกว่าอะไรก็พังได้ตลอดเวลา แต่พอตลาดขึ้นติดกันหลายเดือน และมีคนโพสต์กำไรให้เห็นทุกวัน เรากลับรู้สึกว่าความเสี่ยงแทบไม่มี

ตลาดอาจไม่ได้เปลี่ยนไปมากขนาดนั้น สิ่งที่เปลี่ยนคือ เรื่องที่ผุดขึ้นมาในหัวเราได้ง่ายที่สุด

การประเมินว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน โดยดูจากว่านึกตัวอย่างออกง่ายหรือยาก คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า availability heuristic และเมื่อมันพาเราประเมินผิดอย่างเป็นระบบ ก็กลายเป็น availability bias

การทดลองตัวอักษร K ที่คนส่วนใหญ่ตอบผิด

อามอส ทเวอร์สกี และแดเนียล คาห์เนแมน ทดสอบเรื่องนี้ไว้ในงานปี 1973 ด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า ในภาษาอังกฤษ คำที่ขึ้นต้นด้วยตัว K มีมากกว่า หรือคำที่มีตัว K อยู่ตำแหน่งที่สามมีมากกว่า

นึกออกง่าย ไม่ได้แปลว่าเกิดบ่อย ตัวอักษร K L N R V · Tversky & Kahneman (1973) · ผู้ตอบ 152 คน สิ่งที่คนตอบ 105 คน คิดว่าคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรนั้น มีมากกว่า ความจริง ตำแหน่งที่สาม มีมากกว่าทั้งห้าตัว ตัว K มีมากกว่าราวสองเท่า

จากผู้ตอบ 152 คน มี 105 คนคิดว่าคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรนั้นมีมากกว่า ทั้งที่ความจริงตรงกันข้าม ในข้อความทั่วไปมีคำที่ตัว K อยู่ตำแหน่งที่สามมากกว่าคำที่ขึ้นต้นด้วย K ราวสองเท่า

เหตุผลคือ สมองค้นหาคำจากตัวอักษรแรกได้ง่ายกว่า คำที่ขึ้นต้นด้วย K จึงผุดขึ้นมาเยอะ ส่วนคำที่มี K อยู่ตรงกลางนึกยาก เราเลยเผลอสรุปว่ามันมีน้อย

นักลงทุนซื้อสิ่งที่ตัวเองมองเห็น

ในตลาดจริง ผลของอคตินี้ชัดมากในงาน "All That Glitters" ของแบรด บาร์เบอร์ และเทอร์เรนซ์ โอดีน ตีพิมพ์ปี 2008 ในวารสาร Review of Financial Studies

ทีมวิจัยดูข้อมูลบัญชีนักลงทุนรายย่อยหลายชุด ชุดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งคือบัญชีโบรกเกอร์ส่วนลดราว 78,000 ครัวเรือน ช่วงปี 1991 ถึง 1996 แล้ววัดว่าในวันที่หุ้นตัวหนึ่ง "เด่น" ขึ้นมา นักลงทุนรายย่อยซื้อมากกว่าขายแค่ไหน

ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนรายย่อย ค่าบวก = ซื้อมากกว่าขาย · บัญชีโบรกเกอร์ส่วนลด 1991–1996 · Barber & Odean (2008) วันที่ปริมาณซื้อขายเงียบที่สุด −18.15% วันที่ปริมาณซื้อขายคึกที่สุด +29.50% หุ้นที่ไม่มีข่าวในวันนั้น +2.70% หุ้นที่มีข่าวในวันนั้น +9.35%

ในวันที่หุ้นเงียบ รายย่อยขายมากกว่าซื้อ แต่ในวันที่หุ้นคึกคักที่สุด รายย่อยกลับซื้อมากกว่าขายเกือบ 30% หุ้นที่มีข่าวก็ถูกซื้อสุทธิมากกว่าหุ้นที่ไม่มีข่าวราวสามเท่า

คำอธิบายของผู้วิจัยคือ ในตลาดมีสินทรัพย์ให้เลือกเป็นพันเป็นหมื่นตัว เราไม่มีทางพิจารณาครบทุกตัว สิ่งที่ถูกหยิบมาพิจารณาจึงเป็นตัวที่แย่งความสนใจได้ ไม่ใช่ตัวที่ดีที่สุด ส่วนตอนขาย เราเลือกจากสิ่งที่ถืออยู่ในมือไม่กี่ตัว ความสนใจจึงมีผลน้อยกว่า

หน้าตาของอคตินี้ในห้องเทรด

สี่อาการของการตัดสินใจจากเรื่องที่นึกออกง่าย เทรดตัวที่อยู่ในฟีด — แทนที่จะเทรดตัวที่ผ่านเงื่อนไขของระบบ กลัวเกินเหตุหลังข่าวแรง — ตีความเสี่ยงสูงเพราะภาพยังติดตา ประมาทหลังตลาดสงบนาน — นึกภาพวันร่วงแรงไม่ออก จำระบบจากไม้ที่สวยที่สุด — ลืมไม้ขาดทุนเล็ก ๆ ที่เกิดบ่อยกว่า

ข้อแรกเห็นได้ทุกวัน ทั้งในหุ้น คริปโต หรือทองคำ ตัวที่ขึ้นหน้าข่าวหรือมีคนพูดถึงเยอะจะดูน่าสนใจกว่าตัวอื่นเสมอ ทั้งที่การถูกพูดถึงไม่ได้บอกว่ามันมีโอกาสทำกำไรดีกว่า และบ่อยครั้งราคาได้สะท้อนข่าวนั้นไปแล้ว

ข้อสองกับข้อสามเป็นด้านกลับของกันและกัน หลังเหตุการณ์ใหญ่ที่เพิ่งผ่านมา เราประเมินความเสี่ยงสูงเกินไป แต่หลังช่วงสงบนาน ๆ เราประเมินต่ำเกินไป ทั้งสองแบบทำให้ขนาดไม้ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงจริง

ข้อสุดท้ายแนบเนียนที่สุด เวลานึกถึงระบบของตัวเอง ภาพที่ผุดขึ้นคือไม้ที่วิ่งไกลที่สุด ไม่ใช่ไม้ขาดทุนเล็ก ๆ ยี่สิบไม้ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น ความรู้สึกว่าระบบดีแค่ไหนจึงมักดีกว่าตัวเลขจริง

ต่างจาก Recency Bias และ FOMO ยังไง

สามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน Recency bias คือการให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ล่าสุดมากเกินไป ซึ่งเป็นแค่ช่องทางหนึ่งที่ทำให้เรื่องบางเรื่องนึกออกง่าย ส่วน FOMO เป็นเรื่องของอารมณ์กลัวตกรถ

Availability bias กว้างกว่านั้น มันครอบคลุมทุกอย่างที่ทำให้เรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวได้ง่าย ไม่ว่าจะเพราะเพิ่งเกิด เพราะน่าตื่นเต้น เพราะเป็นภาพชัด หรือเพราะเห็นซ้ำหลายรอบในฟีด

วิธีตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากความจำ

ห้าข้อที่ลดอิทธิพลของเรื่องที่นึกออกง่าย 1 คัดสินทรัพย์ด้วยเงื่อนไขเดิมทุกครั้ง ไม่ใช่จากฟีด 2 ถามว่ามันอยู่ตรงหน้าเพราะสำคัญ หรือเพราะดัง 3 ดูความถี่จริงจากสถิติ ก่อนเชื่อความรู้สึก 4 ตัดสินระบบจากบันทึกทุกไม้ ไม่ใช่ไม้ที่จำได้ 5 กำหนดขนาดไม้จากความผันผวนจริง ไม่ใช่จากข่าว

หนึ่ง คัดสินทรัพย์ด้วยเงื่อนไขเดิมทุกครั้ง ใช้ตัวคัดกรองหรือรายการที่ทำไว้ล่วงหน้า แล้วเลือกเฉพาะตัวที่ผ่านเงื่อนไข วิธีนี้ทำให้ตัวที่ไม่ดังแต่เข้าเงื่อนไขมีโอกาสได้รับการพิจารณาเท่ากัน

สอง ถามตัวเองหนึ่งคำถาม ทุกครั้งที่อยากเทรดตัวไหนเป็นพิเศษ ให้ถามว่ามันมาอยู่ตรงหน้าเราเพราะเข้าเงื่อนไข หรือเพราะมีคนพูดถึงเยอะ คำถามนี้สั้นแต่ช่วยดึงสติได้มาก

สาม ดูความถี่จริงก่อนเชื่อความรู้สึก ถ้ารู้สึกว่าตลาดร่วงแรงบ่อย ให้เปิดข้อมูลย้อนหลังดูว่าบ่อยจริงแค่ไหน ถ้ารู้สึกว่ารูปแบบนี้ได้ผลเสมอ ให้นับจากกราฟจริงว่าได้ผลกี่ครั้งจากกี่ครั้ง

สี่ ตัดสินระบบจากบันทึก ความจำของเราเก็บไม้ที่เด่นไว้และทิ้งไม้ธรรมดา มีเพียงบันทึกการเทรดที่จดครบทุกไม้เท่านั้นที่บอกได้ว่าระบบทำงานได้จริงแค่ไหน

ห้า ให้ขนาดไม้ผูกกับตัวเลข ใช้ค่าความผันผวน เช่น ATR เป็นตัวกำหนดระยะตัดขาดทุนและขนาดไม้ แทนที่จะลดหรือเพิ่มไม้ตามความรู้สึกหลังอ่านข่าว

สิ่งที่ต้องจำ

  • Availability bias คือการประเมินว่าอะไรเกิดบ่อยหรือเสี่ยงแค่ไหน จากว่านึกตัวอย่างออกง่ายหรือยาก
  • ✅ Tversky & Kahneman (1973) ผู้ตอบ 105 จาก 152 คนคิดว่าคำที่ขึ้นต้นด้วย K L N R V มีมากกว่า ทั้งที่คำที่มีตัวอักษรนั้นอยู่ตำแหน่งที่สามมีมากกว่าทุกตัว
  • ✅ Barber & Odean (2008) รายย่อยขายสุทธิ 18.15% ในวันที่หุ้นเงียบที่สุด แต่ซื้อสุทธิ 29.50% ในวันที่คึกที่สุด และซื้อหุ้นที่มีข่าว 9.35% เทียบกับไม่มีข่าว 2.70%
  • สี่อาการ เทรดตัวที่อยู่ในฟีด · กลัวเกินเหตุหลังข่าวแรง · ประมาทหลังตลาดสงบ · จำระบบจากไม้ที่สวยที่สุด
  • กว้างกว่า Recency bias เพราะรวมทุกอย่างที่ทำให้เรื่องหนึ่งนึกออกง่าย ไม่ใช่แค่เพิ่งเกิด
  • ✅ วิธีแก้ คัดด้วยเงื่อนไขเดิม · ถามว่าสำคัญหรือแค่ดัง · ดูความถี่จริง · ตัดสินระบบจากบันทึก · ผูกขนาดไม้กับความผันผวน

คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาสำหรับผู้ที่สนใจการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด งานวิจัยที่อ้างถึงศึกษาข้อมูลในสหรัฐอเมริกาช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจต่างจากตลาดและช่วงเวลาอื่น ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Information Overload — ข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งมั่นใจ แต่ความแม่นไม่ได้เพิ่มตาม จิตวิทยาการเทรด

Information Overload — ข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งมั่นใจ แต่ความแม่นไม่ได้เพิ่มตาม

ได้ข้อมูลเพิ่มสี่เท่า ความมั่นใจพุ่งจาก 33% เป็น 53% แต่ความแม่นยำแทบเท่าเดิม ทำไมการทำการบ้านเยอะอาจทำให้เทรดแย่ลง

ทีมงาน · 28/09/2026
Self-Attribution Bias — ชนะเพราะเก่ง แพ้เพราะตลาด กับดักที่ทำให้ไม่พัฒนา จิตวิทยาการเทรด

Self-Attribution Bias — ชนะเพราะเก่ง แพ้เพราะตลาด กับดักที่ทำให้ไม่พัฒนา

ถ้าไม้ที่กำไรเป็นเพราะฝีมือ และไม้ที่ขาดทุนเป็นเพราะตลาดทุกครั้ง ความมั่นใจจะขึ้นทางเดียวโดยที่ฝีมือไม่ได้ขยับตาม

ทีมงาน · 27/09/2026
Mental Accounting — เงินกำไรจากตลาด ไม่ใช่เงินคนละก้อนกับเงินต้น จิตวิทยาการเทรด

Mental Accounting — เงินกำไรจากตลาด ไม่ใช่เงินคนละก้อนกับเงินต้น

กำไรที่เพิ่งได้มาเมื่อเช้ากับเงินต้นเป็นเงินเดียวกัน แต่ในหัวเรากลับแยกเป็นคนละกระเป๋า และนั่นคือจุดที่ขนาดไม้เริ่มโตเกินแผน

ทีมงาน · 26/09/2026