มีสถานการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากกับคนที่เพิ่งเริ่มเทรดหลายคู่พร้อมกัน · เปิดสามไม้ในสามสินทรัพย์ต่างกัน คิดว่ากระจายความเสี่ยงเรียบร้อยแล้ว แต่พอตลาดพลิก ทั้งสามไม้กลับติดลบพร้อมกันเป๊ะ · ที่เป็นแบบนั้นเพราะสิ่งที่เปิดไปไม่ใช่สามความเสี่ยง แต่คือความเสี่ยงเดียวกันคูณสาม
เครื่องมือที่ช่วยให้เห็นเรื่องนี้ก่อนจะเจ็บคือ Correlation หรือความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ · เป็นเรื่องที่ฟังดูเป็นวิชาการแต่ใช้งานจริงง่ายมาก และช่วยแก้ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเจออยู่
ตัวเลขที่บอกว่าสองอย่างวิ่งไปทางเดียวกันแค่ไหน
Correlation ให้ค่าออกมาระหว่าง -1 ถึง +1 หรือถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ -100% ถึง +100% · ค่าใกล้ +1 แปลว่าสองอย่างนี้มักขยับไปทางเดียวกัน ค่าใกล้ -1 แปลว่ามักขยับสวนทางกัน ส่วนค่าใกล้ศูนย์แปลว่าต่างคนต่างเดิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเป็นระบบ
เกณฑ์คร่าว ๆ ที่ใช้กันคือ ตั้งแต่ 60% ขึ้นไปถือว่าสัมพันธ์กันแรง ช่วง 20-60% ถือว่าสัมพันธ์กันบ้าง และช่วงลบ 20 ถึงบวก 20 ถือว่าแทบไม่เกี่ยวกัน · ฝั่งลบก็อ่านแบบเดียวกัน คือตั้งแต่ลบ 60% ลงไปถือว่าสวนทางกันแรง · ตัวเลขนี้ดูได้จากเครื่องมือคำนวณที่มีให้ใช้ฟรีทั่วไป และควรดูค่าปัจจุบันเสมอแทนการท่องจำ ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไม
ทำไมมันถึงวิ่งตามกัน
เหตุผลข้อแรกและสำคัญที่สุดคือคู่เงินส่วนใหญ่มีดอลลาร์เป็นขาร่วม · เมื่อ EUR/USD และ GBP/USD ต่างมีดอลลาร์อยู่ฝั่งขวาเหมือนกัน วันที่ดอลลาร์อ่อนลงทั้งสองคู่ก็มีแนวโน้มขึ้นพร้อมกันโดยที่ยูโรกับปอนด์แทบไม่ต้องทำอะไรเลย · เท่ากับว่าเรากำลังเดิมพันกับทิศทางของดอลลาร์ มากกว่าจะเดิมพันกับสองประเทศที่ต่างกัน
เหตุผลข้อที่สองคือเศรษฐกิจที่ผูกกันจริง · ยุโรปกับอังกฤษค้าขายกันหนาแน่นและเจอปัจจัยกดดันชุดคล้ายกัน เช่นเดียวกับออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจจีนไปในทิศทางเดียวกัน · ส่วนคู่ที่มักสวนทางกันอย่างชัดเจนคือคู่ที่มีดอลลาร์อยู่คนละฝั่ง เช่น EUR/USD กับ USD/CHF ซึ่งเมื่อฝั่งหนึ่งขึ้นอีกฝั่งมักลง
เหตุผลข้อที่สามคืออารมณ์ความกล้าเสี่ยงของตลาด · ในวันที่ทั้งโลกกลัว เงินมักไหลเข้าสกุลและสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าปลอดภัยพร้อมกัน ทำให้สิ่งที่ปกติไม่ค่อยเกี่ยวกันกลับขยับไปในจังหวะเดียวกันได้ · นี่คือเหตุผลที่บางช่วงทองคำ เงินเยน และฟรังก์สวิสดูเหมือนนัดกันไว้
กับดักที่ทำให้พอร์ตพังโดยไม่รู้ตัว
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การพลาดโอกาส แต่คือความเสี่ยงที่ซ้อนกันโดยที่เจ้าของพอร์ตไม่รู้ · สมมติมีกฎว่าเสี่ยงได้ไม้ละ 1% ของพอร์ต แล้วเปิดซื้อ EUR/USD, GBP/USD และ AUD/USD พร้อมกัน · บนกระดาษดูเหมือนเสี่ยงคู่ละ 1% แต่ถ้าทั้งสามคู่สัมพันธ์กันแรงในทิศเดียวกัน สิ่งที่เพิ่งทำคือการเดิมพันว่าดอลลาร์จะอ่อน ด้วยความเสี่ยงรวม 3% ในไม้เดียวโดยพฤตินัย
วันที่ถูกทางเรื่องนี้จะรู้สึกดีมากเพราะกำไรมาพร้อมกันสามทาง · แต่วันที่ผิดทางก็ขาดทุนพร้อมกันสามทางเช่นกัน และมักเป็นวันที่คนตกใจจนตัดสินใจแย่ · การกระจายความเสี่ยงที่แท้จริงต้องกระจายไปยังสิ่งที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเดียวกัน ไม่ใช่แค่กระจายไปหลายชื่อ
ตัวเลขนี้ไม่ได้อยู่นิ่ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยรองลงมาคือการจำค่าไว้แล้วใช้ไปตลอด · ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์เปลี่ยนไปตามสิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญในแต่ละช่วง · คู่ที่เคยเดินตามกันแนบแน่นอาจแยกทางกันได้ทันทีเมื่อธนาคารกลางของสองประเทศเริ่มเดินคนละทิศ
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือค่าที่ได้ขึ้นอยู่กับกรอบเวลาที่เลือกดู · ความสัมพันธ์ในกราฟรายชั่วโมงกับในกราฟรายสัปดาห์อาจให้คำตอบคนละอย่าง และการเอาค่าจากกรอบเวลาหนึ่งไปใช้กับแผนที่ถือคนละช่วงเวลาก็ทำให้ตีความผิดได้ง่าย
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือในวันที่ตลาดตื่นตระหนก ความสัมพันธ์มักพุ่งเข้าใกล้ 1 พร้อมกันเกือบทุกอย่าง · สินทรัพย์ที่ปกติไม่เกี่ยวข้องกันเลยกลับถูกเทขายไปในทิศเดียวกัน เพราะสิ่งที่คนต้องการในวันนั้นคือเงินสด ไม่ใช่การเลือกของดี · แปลว่าเกราะป้องกันที่เราคิดว่ามีจากการกระจายพอร์ต มักหายไปพอดีในวันที่ต้องการมันมากที่สุด
เอาไปใช้ให้ถูกทาง
วิธีใช้ที่ให้ประโยชน์ที่สุดคือรวมสถานะที่สัมพันธ์กันแรงเป็นก้อนเดียวเวลาคิดความเสี่ยง · ถ้าจะเปิดสามคู่ที่วิ่งตามกัน ให้ซอยขนาดแต่ละไม้ลงเพื่อให้ความเสี่ยงรวมของก้อนนั้นยังอยู่ในกรอบที่รับได้ แทนที่จะนับแยกกันเป็นสามไม้อิสระ
เรื่องที่สองคือระวังการเปิดสองคู่ที่สวนทางกันแรงในทิศตรงข้าม เช่นซื้อ EUR/USD พร้อมกับขาย USD/CHF ซึ่งในทางปฏิบัติแทบเป็นการเพิ่มขนาดของเดิมพันเดียวกันเป็นสองเท่า ทั้งที่หน้าจอแสดงว่าเป็นคนละคู่
เรื่องสุดท้ายที่ต้องจำคือ ความสัมพันธ์ไม่ได้แปลว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน · สองสิ่งอาจขยับพร้อมกันเพราะมีปัจจัยที่สามขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง หรือบางครั้งก็เป็นความบังเอิญของช่วงเวลาที่หยิบมาดู · Correlation เป็นเครื่องมือวัดความเสี่ยงที่ดีมาก แต่ใช้ทำนายทิศทางได้แย่ และไม่ควรถูกใช้แทนเหตุผลว่าทำไมราคาถึงควรไปทางไหน
สรุปบทเรียน
Correlation คือค่าที่บอกว่าสินทรัพย์สองอย่างเคลื่อนไหวสัมพันธ์กันมากแค่ไหน โดยให้ค่าระหว่างลบหนึ่งถึงบวกหนึ่ง ค่าตั้งแต่ 60% ขึ้นไปถือว่าไปทางเดียวกันแรง และต่ำกว่าลบ 60% ถือว่าสวนทางกันแรง สาเหตุหลักที่คู่เงินวิ่งตามกันคือส่วนใหญ่มีดอลลาร์เป็นขาร่วม ทำให้การเปิดหลายคู่พร้อมกันกลายเป็นการเดิมพันกับทิศทางดอลลาร์เพียงอย่างเดียวโดยไม่รู้ตัว ประโยชน์ที่แท้จริงของเครื่องมือนี้จึงอยู่ที่การมองเห็นความเสี่ยงที่ซ้อนกันอยู่ในพอร์ต และควรรวมสถานะที่สัมพันธ์กันแรงเป็นก้อนเดียวเวลาคำนวณความเสี่ยง สิ่งที่ต้องระวังคือค่านี้ไม่ได้อยู่นิ่ง เปลี่ยนตามช่วงเวลาและกรอบเวลาที่เลือกดู และในวันที่ตลาดตื่นตระหนกทุกอย่างมักวิ่งไปทางเดียวกันจนเกราะจากการกระจายพอร์ตหายไปพอดีตอนที่ต้องการมันที่สุด
สิ่งที่ต้องจำ
- Correlation = ค่าระหว่าง -1 ถึง +1 · เกิน +60% = ไปทางเดียวกันแรง · ต่ำกว่า -60% = สวนทางแรง · ช่วง -20 ถึง +20 = แทบไม่เกี่ยวกัน
- 🔑 คู่เงินส่วนใหญ่มีดอลลาร์เป็นขาร่วม — เปิดหลายคู่ = เดิมพันกับทิศทางดอลลาร์ตัวเดียว
- มักไปทางเดียวกัน: EUR/USD กับ GBP/USD · AUD/USD กับ NZD/USD
- มักสวนทางกัน: EUR/USD กับ USD/CHF · EUR/USD กับ USD/JPY (ดอลลาร์อยู่คนละฝั่ง)
- ⚠️ กับดักใหญ่: เปิด 3 คู่ที่สัมพันธ์กัน ไม้ละ 1% = ความเสี่ยงจริง 3% ในเดิมพันเดียว
- ค่าไม่อยู่นิ่ง — เปลี่ยนตามช่วงเวลาและกรอบเวลาที่ดู · ต้องเช็คค่าปัจจุบัน ไม่ใช่ท่องจำ
- วันที่ตลาดตื่นตระหนก ทุกอย่างมักวิ่งไปทางเดียวกัน — เกราะจากการกระจายพอร์ตหายพอดีตอนต้องการที่สุด
- สัมพันธ์กัน ไม่ได้แปลว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน — ใช้วัดความเสี่ยงได้ดี ใช้ทำนายทิศทางได้แย่
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการวัดความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวราคาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวอย่างคู่สินทรัพย์ที่ยกมาเป็นภาพโดยทั่วไปที่มักพบ ซึ่งค่าจริงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาและอาจไม่เป็นไปตามนั้นในบางช่วง ผู้อ่านควรตรวจสอบค่าปัจจุบันด้วยตนเองก่อนนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ