ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐประจำเดือนกันยายนที่ประกาศเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ออกมาร้อนกว่าที่ตลาดคาดทั้งสองบรรทัด และผลที่ตามมาไม่ใช่การเทขายทั้งกระดาน แต่เป็น "การคัดแยก" สินทรัพย์ตามความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นภาพที่บอกอะไรกับเทรดเดอร์มากกว่าตัวเลขดัชนีรวม
ตัวเลขที่ออกมา
- CPI ทั่วไป เพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อน ตรงตามคาด แต่เมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 3.7% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.6% และเร่งขึ้นจาก 3.4% ในเดือนสิงหาคม
- CPI พื้นฐาน (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อน สูงกว่าคาดที่ 0.2% และรายปีอยู่ที่ 2.6% สูงกว่าคาดที่ 2.5% เร่งขึ้นจาก 2.4%
จุดที่ตลาดให้น้ำหนักคือบรรทัดที่สอง ถ้าเงินเฟ้อเร่งขึ้นเพราะราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ธนาคารกลางมักมองข้ามได้ เพราะเป็นแรงกดดันฝั่งอุปทานที่จะจางไปเอง แต่เมื่อ CPI พื้นฐานซึ่งตัดพลังงานออกแล้วยังเร่งขึ้นด้วย มันแปลว่าต้นทุนได้ส่งผ่านเข้าไปในราคาสินค้าและบริการในวงกว้างแล้ว ซึ่งเป็นเงินเฟ้อประเภทที่ "เหนียว" และต้องใช้นโยบายการเงินจัดการ
ตลาดรีไพรซ์การประชุม 27-28 ตุลาคม ทันที
หลังตัวเลขออก Bloomberg รายงานว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ขยับจากราว 20% ขึ้นไปเป็นราว 46% ภายในวันเดียว ฝั่งพันธบัตรตอบสนองตรงไปตรงมา ยีลด์ 2 ปีซึ่งสะท้อนมุมมองดอกเบี้ยระยะใกล้ที่สุดพุ่งขึ้นแตะราว 4.89% ขณะที่ยีลด์ 10 ปีดีดขึ้นไปทำจุดสูงราว 5.33% ระหว่างวัน ก่อนย่อกลับมาแถว 5.2-5.28% ตอนปิด
ภาพการคัดแยกในตลาดหุ้นและสินทรัพย์อื่น
สิ่งที่น่าสนใจคือความต่างของผลตอบแทนในวันเดียวกัน
- Dow Jones ปิดที่ 51,621 จุด ลดลงเพียง 0.09%
- S&P 500 ปิดที่ 7,718 จุด ลดลง 1.11%
- Nasdaq Composite ปิดที่ 26,692 จุด ลดลง 1.88%
- Russell 2000 ปิดที่ 2,729 จุด ลดลง 1.93%
ช่องว่างระหว่าง Dow ที่แทบไม่ขยับกับ Nasdaq และหุ้นเล็กที่ลงเกือบ 2% อธิบายได้ด้วยแนวคิดเรื่อง "ดูเรชัน" ของกระแสเงินสด หุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยีมีมูลค่าส่วนใหญ่ผูกกับกำไรในอนาคตอันไกล เมื่ออัตราคิดลดสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรก้อนนั้นหดลงมากกว่า ส่วนหุ้นขนาดเล็กเจอแรงกดอีกชั้นจากต้นทุนการกู้ยืม เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นอัตราลอยตัวและต้องรีไฟแนนซ์บ่อยกว่าบริษัทใหญ่ ขณะที่หุ้นมูลค่าและหุ้นกลุ่มดั้งเดิมใน Dow มีกระแสเงินสดใกล้ตัวกว่า จึงอ่อนไหวน้อยกว่า
สินทรัพย์อื่นเดินไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน ดัชนีดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นราว 0.31% สู่แถว 102.5 ตามยีลด์ที่สูงขึ้น ทองคำ ปรับลงราว 1.5% สู่แถว 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติเมื่อยีลด์แท้จริงและดอลลาร์ขึ้นพร้อมกัน เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองที่ไม่มีดอกผลสูงขึ้น บิตคอยน์ ลดลงราว 2% สู่แถว 81,800 ดอลลาร์ สะท้อนว่ายังเคลื่อนไหวตามสภาพคล่องและความเสี่ยงเหมือนสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มเดียวกับหุ้นเทค ส่วน น้ำมัน WTI กลับบวกเล็กน้อยราว 0.2% แถว 95 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่ควรจับตา เพราะถ้าราคาพลังงานยังไม่ยอมลง แรงกดดันต่อ CPI รอบถัดไปก็ยังอยู่
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรติดตามต่อ
ประเด็นหลักคือข้อมูลชุดถัดไปก่อนการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ตุลาคม โดยเฉพาะตัวเลขฝั่งแรงงานและราคาผู้ผลิต ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยที่ราว 46% จะขยับไปทางไหน อีกจุดคือดูว่าความต่างระหว่างดัชนีที่เห็นในวันนี้จะคงอยู่หรือไม่ ถ้าช่องว่างระหว่างหุ้นใหญ่กับหุ้นเล็กกว้างขึ้นเรื่อยๆ นั่นมักเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังปรับฐานตามโครงสร้างอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน