ถ้าให้เลือกดูตัวเลขของระบบเทรดได้แค่ตัวเดียว หลายคนจะเลือกดูกำไรรวม
แต่คนที่อยู่ในตลาดมานานจะเลือกอีกตัวหนึ่ง — Maximum Drawdown หรือระยะที่พอร์ตถอยลงจากจุดสูงสุดได้ลึกที่สุด · เพราะกำไรบอกว่าระบบเคยทำอะไรได้ แต่ตัวเลขนี้บอกว่าระบบเคยเรียกร้องอะไรจากคนใช้บ้าง
บทนี้พูดถึงฝั่งตัวเลขล้วน ๆ ว่าวัดยังไง อ่านยังไง และเอาไปตั้งกฎอะไรได้ · ส่วนเรื่องความรู้สึกระหว่างที่พอร์ตยังไม่กลับ มีบทแยกไว้ในหมวดจิตวิทยาการเทรดแล้ว
Max Drawdown วัดจากอะไร
Drawdown คือระยะที่ทุนถอยจากจุดสูงสุดเดิมลงมา คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ · และ Maximum Drawdown คือครั้งที่ถอยลึกที่สุดตลอดช่วงที่วัด
จุดสำคัญคือมันวัดจากยอดสูงสุดที่เคยทำได้ ไม่ใช่จากเงินต้น · พอร์ตที่เริ่มด้วยแสนหนึ่ง ขึ้นไปแสนห้า แล้วลงมาแสนสอง — ยังกำไรจากเงินต้น 20% แต่ Drawdown ตรงนั้นคือ 20% เช่นกัน เพราะถอยจากแสนห้าลงมาสองหมื่น
เส้นทุนบอกสามอย่างพร้อมกัน คือลึกแค่ไหน · ใช้เวลาลงนานแค่ไหน · และใช้เวลากลับมาเท่าเดิมนานแค่ไหน · คนส่วนใหญ่ดูแค่ตัวแรก ทั้งที่ตัวที่สามคือตัวที่ทำให้คนเลิกใช้ระบบ
ความลึกกับความยาวไม่ได้มาคู่กันเสมอ
ตัวอย่างจากของจริงเห็นภาพชัดที่สุด · ดัชนี S&P 500 เคยผ่านช่วงถอยลึกมาแล้วหลายครั้ง และแต่ละครั้งหน้าตาไม่เหมือนกันเลย
สังเกตว่าปี 2008 ลึกกว่าดอทคอม แต่ฟื้นเร็วกว่า · และโควิดปี 2020 ลงเร็วมากแค่ 33 วัน แล้วกลับจุดเดิมใน 148 วัน ขณะที่วิกฤตปี 1929 ใช้เวลาราว 22 ปีกว่าจะกลับไปเท่าเดิม
นี่คือเหตุผลที่ดูตัวเลขความลึกอย่างเดียวไม่พอ · ระบบสองระบบที่ถอยลึกเท่ากันที่ 25% แต่ระบบหนึ่งฟื้นใน 2 เดือน อีกระบบใช้เวลา 2 ปี — สองอย่างนี้คนละความยากในการถือต่อโดยสิ้นเชิง
เลขฟื้นตัวที่ไม่สมมาตร
สิ่งที่ทำให้ Drawdown อันตรายกว่าที่ตาเห็นคือ เปอร์เซ็นต์ที่เสียกับเปอร์เซ็นต์ที่ต้องได้คืนไม่เท่ากัน
เสีย 10% ต้องทำกำไร 11.1% ถึงกลับเท่าเดิม · เสีย 20% ต้องได้ 25% · เสีย 50% ต้องทำกำไร 100% คือต้องเพิ่มทุนเป็นเท่าตัวเพื่อกลับไปยืนที่เดิม
ยิ่งลึก ช่องว่างยิ่งถ่างแบบเร่งตัว · การกันไม่ให้ลึกตั้งแต่แรกจึงคุ้มกว่าการหาวิธีฟื้นทีหลังมาก
ตัวเลขในผลทดสอบมักตื้นกว่าของจริง
Max Drawdown ที่ได้จากการทดสอบย้อนหลังคือค่าที่เคยเกิดในข้อมูลชุดนั้นชุดเดียว ไม่ใช่เพดานที่ระบบจะทำได้
ลำดับของไม้ที่ชนะและแพ้สลับกันเพียงเล็กน้อย ตัวเลขนี้ก็เปลี่ยนได้มาก · ถ้าไม้ที่แพ้บังเอิญมาเรียงติดกันในอนาคต ความลึกจะเกินที่เคยเห็นได้ไม่ยาก
วิธีที่ใช้ได้จริงคือตั้งสมมติฐานว่าของจริงจะลึกกว่าผลทดสอบ · หลายคนใช้หลักง่าย ๆ ว่าคูณเข้าไปหนึ่งเท่าครึ่งถึงสองเท่า แล้วถามตัวเองว่าตัวเลขนั้นยังรับได้ไหม · ถ้ารับไม่ได้ ต้องลดขนาดไม้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ไม่ใช่ไปลดตอนเจ็บแล้ว
เอา Drawdown มาเทียบกับผลตอบแทน
ผลตอบแทนลอย ๆ เทียบกันไม่ได้ถ้าไม่รู้ว่าแลกมาด้วยอะไร · วงการกองทุนจึงมีตัวเลขที่หารสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน
ตัวที่ใช้กันแพร่หลายชื่อ Calmar Ratio ซึ่ง Terry W. Young เผยแพร่ครั้งแรกในวารสาร Futures เมื่อปี 1991 · นิยามคือผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลัง 36 เดือน หารด้วย Maximum Drawdown ในช่วง 36 เดือนเดียวกัน
อีกตัวที่หน้าตาคล้ายกันคือ MAR Ratio ซึ่งต่างตรงช่วงเวลา — MAR ใช้ข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่วันเริ่มต้น ส่วน Calmar ใช้แค่ 36 เดือนล่าสุด · Calmar จึงสะท้อนสภาพปัจจุบันมากกว่า ขณะที่ MAR เห็นภาพทั้งชีวิตของระบบ
ประโยชน์จริงของตัวเลขพวกนี้ไม่ใช่การไล่หาค่าสูง ๆ แต่คือการเทียบระบบสองระบบที่ผลตอบแทนใกล้กันว่าอันไหนเรียกร้องจากเรามากกว่า
ตั้งเส้นไว้ล่วงหน้าว่าลึกแค่ไหนถึงหยุด
ตัวเลข Max Drawdown จะมีค่าที่สุดเมื่อเอามาตั้งกฎไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เจ็บ
สิ่งที่ควรเขียนไว้ล่วงหน้าคือ ระดับที่ถือว่ายังปกติ (มักคือช่วงที่ผลทดสอบเคยเจอ) · ระดับที่ต้องลดขนาดไม้ลง · และระดับที่ต้องหยุดระบบเพื่อตรวจว่าพังจริงหรือแค่ช่วงแย่ปกติ
การมีเส้นเหล่านี้เขียนไว้ช่วยแยกสองสถานการณ์ที่หน้าตาเหมือนกันแต่ต้องทำคนละอย่าง — ช่วงแย่ที่อยู่ในวิสัยของระบบ ให้เดินต่อตามแผน · ส่วนความลึกที่เกินกว่าที่ระบบเคยทำมาอย่างชัดเจน คือสัญญาณให้หยุดตรวจ ไม่ใช่สัญญาณให้เพิ่มขนาดไม้เพื่อเอาคืน
เหตุผลที่ต้องเขียนไว้ก่อนเป็นเรื่องง่าย ๆ — ตอนที่พอร์ตกำลังถอยลึก คนเราจะประเมินทุกอย่างต่างไปจากตอนปกติ · เส้นที่ขีดไว้ตอนหัวโล่งจึงเชื่อถือได้มากกว่าการตัดสินใจสด ๆ ตอนกำลังเจ็บ
อีกเรื่องที่ควรกำหนดคู่กันคือเงื่อนไขกลับเข้าเทรดเต็มขนาด · ถ้าไม่เขียนไว้ หลายคนจะติดอยู่กับไม้เล็กไปตลอดแม้ระบบกลับมาทำงานปกติแล้ว ซึ่งเสียโอกาสพอ ๆ กับการไม่ลดไม้ตอนที่ควรลด
สิ่งที่ต้องจำ
- Drawdown วัดจากยอดสูงสุดที่เคยทำได้ ไม่ใช่จากเงินต้น · พอร์ตที่ยังกำไรก็อยู่ในช่วง Drawdown ได้
- ✅ ต้องอ่านสามอย่างพร้อมกัน — ลึกแค่ไหน · ลงนานแค่ไหน · ฟื้นนานแค่ไหน
- ลึกกว่าไม่ได้แปลว่าฟื้นนานกว่า — S&P 500 ปี 2008 ลึก 56.8% ฟื้นราว 4 ปี · ดอทคอมลึก 49.1% แต่ฟื้นราว 4.6 ปี · โควิดลึก 33.9% ฟื้นใน 148 วัน
- ✅ เลขฟื้นตัวไม่สมมาตร — เสีย 20% ต้องได้คืน 25% · เสีย 50% ต้องได้คืน 100%
- ตัวเลขจากผลทดสอบมักตื้นกว่าของจริง · ให้เผื่อไว้หนึ่งเท่าครึ่งถึงสองเท่า แล้วถามว่ายังรับได้ไหม
- ✅ Calmar Ratio (Terry W. Young, 1991) = ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 36 เดือน ÷ ความลึกสุดใน 36 เดือน · MAR ใช้ข้อมูลตั้งแต่วันเริ่มต้นแทน
- เขียนเส้นไว้ล่วงหน้า — ระดับที่ยังปกติ · ระดับที่ต้องลดไม้ · ระดับที่ต้องหยุดตรวจระบบ
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เรื่องการวัดความเสี่ยงของระบบเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวเลขในอดีตของดัชนีที่ยกมาเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ ไม่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดรูปแบบเดียวกันอีกในอนาคต ตัวอย่างระบบเป็นตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ