ถามเทรดเดอร์ที่เพิ่งเริ่มสามเดือนว่าคิดว่าตัวเองเก่งระดับไหนเมื่อเทียบกับคนอื่น · คำตอบที่ได้บ่อยที่สุดคือ "น่าจะเหนือค่าเฉลี่ยนิดหน่อย"
ถามคำถามเดียวกันกับคนที่เทรดมาห้าปี · คำตอบมักกลายเป็น "ยังต้องเรียนอีกเยอะ"
สิ่งที่แปลกคือคนที่ตอบว่าตัวเองพอใช้ได้ มักเป็นคนที่ทำได้แย่กว่า · ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า Dunning-Kruger Effect
การทดลองที่เป็นต้นเรื่อง
ปี 1999 Justin Kruger และ David Dunning ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบหลายชุด แล้วถามว่าคิดว่าตัวเองทำได้ดีกว่าคนอื่นกี่เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะเอาคำตอบไปเทียบกับคะแนนจริง
ในแบบทดสอบอารมณ์ขัน กลุ่มที่ได้คะแนนต่ำสุดทำได้จริงในอันดับที่ 12 จากร้อย แต่คิดว่าตัวเองอยู่อันดับที่ 58
ในแบบทดสอบไวยากรณ์ หนักกว่านั้น · กลุ่มล่างสุดทำได้จริงอันดับที่ 10 แต่ประเมินความสามารถตัวเองไว้ที่อันดับ 67
ห่างกันเกือบหกสิบอันดับ · และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาไม่ได้โกหกหรืออวด แต่เชื่อแบบนั้นจริง ๆ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้
คำอธิบายของ Dunning กับ Kruger ตรงไปตรงมามาก — ความรู้ชุดเดียวกันที่ใช้ทำงานให้ถูก คือความรู้ชุดที่ใช้ตัดสินว่างานนั้นถูกหรือผิด
คนที่ยังไม่รู้ไวยากรณ์จึงไม่มีเครื่องมือจะรู้ว่าตัวเองเขียนผิด · คนที่ยังอ่านกราฟไม่เป็นก็ไม่มีเครื่องมือจะรู้ว่าตัวเองอ่านผิดเหมือนกัน
พูดอีกแบบคือ คนที่ขาดทักษะจะขาดทักษะสองอย่างพร้อมกัน — ทักษะในการทำ และทักษะในการรู้ว่าตัวเองทำได้แค่ไหน
ข้อถกเถียงที่ควรรู้ไว้ด้วย
เพื่อความเป็นธรรม ต้องบอกว่างานวิจัยชิ้นนี้ถูกตั้งคำถามพอสมควรในช่วงหลัง
นักสถิติหลายคนชี้ว่ารูปแบบที่เห็นอาจอธิบายได้บางส่วนด้วยปรากฏการณ์ทางสถิติ เช่นการที่ค่าสุดขั้วมีแนวโน้มถอยเข้าหาค่ากลางเมื่อวัดซ้ำ · บางคนถึงขั้นเสนอว่าผลที่เห็นส่วนใหญ่มาจากวิธีจัดกลุ่มข้อมูล ไม่ใช่จากตัวปรากฏการณ์เอง
สิ่งที่ยังยืนได้แม้มีข้อถกเถียงคือข้อสังเกตพื้นฐานที่ว่า คนเราประเมินตัวเองได้ไม่แม่น และคนที่ทักษะน้อยมักประเมินห่างจากความจริงมากกว่า · ส่วนขนาดของช่องว่างนั้นใหญ่แค่ไหนยังเป็นเรื่องที่ถกกันอยู่
สำหรับคนเทรด สิ่งที่นำไปใช้ได้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเป๊ะ ๆ แต่อยู่ที่การไม่เชื่อการประเมินตัวเองแบบลอย ๆ แล้วหันไปใช้ข้อมูลจริงแทน
ในตลาด มันแสดงออกยังไง
ช่วงเดือนแรก ๆ ทุกอย่างดูเข้าใจง่ายผิดปกติ · กราฟย้อนหลังอ่านแล้วชัดเจน สัญญาณดูตรงไปตรงมา และเมื่อบังเอิญได้กำไรสองสามไม้ ความมั่นใจจะพุ่งเร็วมาก
ช่วงที่ความมั่นใจสูงกว่าทักษะจริงมากที่สุดคือช่วงที่คนมักเพิ่มขนาดไม้ ลดความระมัดระวัง และเริ่มคิดว่ากฎต่าง ๆ ไว้สำหรับคนอื่น
สิ่งที่ทำให้ช่วงนี้อันตรายเป็นพิเศษในตลาดคือผลลัพธ์ระยะสั้นไม่ได้สะท้อนทักษะ · มือใหม่ที่เข้าตลาดตอนที่มันวิ่งทางเดียวจะได้กำไรติดกันหลายไม้ ซึ่งยิ่งยืนยันความเชื่อที่ผิดให้แน่นขึ้นไปอีก
ทางออกที่งานวิจัยชี้ไว้เอง
ส่วนที่คนมักไม่ได้อ่านต่อคือการทดลองที่สี่ของงานเดียวกัน · ทีมวิจัยเอากลุ่มที่ทำได้แย่ที่สุดมาฝึกทักษะจริง ๆ แล้ววัดการประเมินตัวเองใหม่
ผลคือกลุ่มที่ได้รับการฝึกปรับการประเมินตัวเองจากอันดับที่ 55 ลงมาเหลืออันดับที่ 44 ซึ่งใกล้ความจริงมากขึ้น · ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
นี่คือข้อสรุปที่มีประโยชน์ที่สุดของเรื่องทั้งหมด — วิธีทำให้ประเมินตัวเองแม่นขึ้นไม่ใช่การพยายามถ่อมตัว แต่คือการเก่งขึ้นจริง ๆ · เพราะทักษะที่เพิ่มขึ้นจะพาความสามารถในการมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองมาด้วย
วิธีเช็คตัวเองที่ไม่ต้องเดา
เมื่อการประเมินด้วยความรู้สึกเชื่อไม่ได้ ทางเดียวคือใช้ตัวเลขและหลักฐาน
ข้อที่สี่เป็นตัวคัดที่ดีที่สุด · ถ้าอธิบายไม่ได้ว่ากำไรมาจากอะไร ก็แปลว่ายังไม่รู้ว่ามันจะกลับมาอีกไหม
และข้อควรระวังที่ต้องพูดให้ครบ — ความมั่นใจต่ำเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี · คนที่ไม่กล้าเข้าไม้ทั้งที่สัญญาณครบก็เสียโอกาสไม่ต่างกัน · เป้าหมายไม่ใช่การดูถูกตัวเอง แต่คือการทำให้ความมั่นใจตรงกับหลักฐานที่มีจริง
สิ่งที่ต้องจำ
- คนที่ทักษะน้อยมักประเมินตัวเองสูงเกินจริง — Kruger & Dunning (1999) พบกลุ่มล่างสุดทำได้จริงอันดับ 10-12 แต่คิดว่าตัวเองอยู่อันดับ 58-67
- ✅ เหตุผลคือทักษะที่ใช้ทำงานคือทักษะเดียวกับที่ใช้ตรวจงาน · คนที่ยังอ่านกราฟไม่เป็นจึงไม่มีเครื่องมือรู้ว่าตัวเองอ่านผิด
- งานวิจัยนี้มีข้อถกเถียง — นักสถิติชี้ว่ารูปแบบที่เห็นอาจอธิบายได้บางส่วนด้วยปรากฏการณ์ทางสถิติ ส่วนขนาดของช่องว่างยังถกกันอยู่
- ✅ ช่วงอันตรายที่สุดคือช่วงที่ความมั่นใจสูงกว่าทักษะมากที่สุด · มักเป็นช่วงที่คนเพิ่มขนาดไม้และเริ่มข้ามกฎ
- ทางออกไม่ใช่การถ่อมตัว แต่คือการเก่งขึ้นจริง — กลุ่มที่ได้รับการฝึกปรับการประเมินตัวเองจากอันดับ 55 มาเป็น 44 ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกไม่เปลี่ยนเลย
- ✅ เช็คด้วยหลักฐานสี่ข้อ — เขียนกฎให้คนอื่นทำตามได้ไหม · บันทึกไว้กี่ไม้ · ผ่านสภาพตลาดมากี่แบบ · อธิบายได้ไหมว่าทำไมถึงกำไร
- ความมั่นใจต่ำเกินไปก็เสียโอกาส · เป้าหมายคือให้ความมั่นใจตรงกับหลักฐาน ไม่ใช่ดูถูกตัวเอง
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาสำหรับผู้ที่สนใจการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด และไม่ใช่การประเมินทางจิตวิทยารายบุคคล งานวิจัยที่อ้างถึงเป็นการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเฉพาะและยังมีข้อถกเถียงทางวิชาการ ไม่ได้แปลว่าจะอธิบายพฤติกรรมของทุกคนได้ การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ