ถ้าเคยเปิดบทวิเคราะห์ทองคำ ดัชนี หรือบิตคอยน์ แล้วเห็นตัวเลข 1-2-3-4-5 กับตัวอักษร A-B-C เขียนกำกับไว้บนกราฟ นั่นคือการนับคลื่นตามทฤษฎี Elliott Wave หนึ่งในวิธีมองโครงสร้างตลาดที่เก่าแก่และถูกพูดถึงมากที่สุด
บทความนี้จะปูพื้นแบบเข้าใจง่ายว่า Elliott Wave มองตลาดยังไง กฎที่ห้ามละเมิดมีอะไรบ้าง และควรใช้มันแค่ไหนถึงจะเกิดประโยชน์ ไม่ใช่นับคลื่นวนจนสับสน
ที่มาของทฤษฎี
ราล์ฟ เนลสัน เอลเลียต (Ralph Nelson Elliott) นักบัญชีชาวอเมริกัน ศึกษากราฟดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ย้อนหลังหลายสิบปี แล้วสังเกตว่าราคาไม่ได้เคลื่อนไหวแบบสุ่มทั้งหมด แต่มีจังหวะซ้ำ ๆ ที่สะท้อนอารมณ์ของฝูงชน ทั้งความหวัง ความโลภ และความกลัว เขาเผยแพร่แนวคิดนี้ในหนังสือ The Wave Principle ปี 1938
ทฤษฎีนี้กลับมาดังอีกครั้งเมื่อ A.J. Frost และ Robert Prechter เขียนหนังสือ Elliott Wave Principle ในปี 1978 ซึ่งกลายเป็นตำราหลักที่คนใช้อ้างอิงจนถึงทุกวันนี้
รูปแบบพื้นฐาน 5-3
หัวใจของทฤษฎีคือ เทรนด์หนึ่งรอบประกอบด้วยคลื่น 8 ลูก แบ่งเป็นสองช่วง
ช่วงขับเคลื่อน (impulse) มี 5 คลื่น คลื่น 1, 3, 5 วิ่งไปตามทิศของเทรนด์ ส่วนคลื่น 2 กับ 4 เป็นการย่อพักสวนทาง
ช่วงปรับฐาน (corrective) มี 3 คลื่น เรียกว่า A, B, C เป็นการเคลื่อนไหวสวนทางกับช่วงขับเคลื่อน ก่อนที่รอบใหม่จะเริ่ม
อีกแนวคิดที่ทำให้ทฤษฎีนี้น่าสนใจคือ คลื่นซ้อนคลื่น คลื่นใหญ่หนึ่งลูกในกราฟรายสัปดาห์ เมื่อซูมลงไปดูกราฟรายวัน จะเห็นว่าข้างในก็แบ่งเป็นคลื่นย่อย 5-3 อีกชั้น คล้ายกับการมองเทรนด์หลักกับเทรนด์ย่อยในบท เทรนด์หลัก vs เทรนด์ย่อย
นิสัยของแต่ละคลื่น
ผู้ใช้ Elliott Wave มักอธิบายคลื่นแต่ละลูกด้วยพฤติกรรมของฝูงชน ซึ่งช่วยให้เห็นภาพมากกว่าจำแค่ตัวเลข
สังเกตว่าคลื่น 5 มักมาพร้อมกับสัญญาณแรงส่งที่อ่อนลง เช่น ราคาทำจุดสูงใหม่แต่ RSI ไม่ทำตาม ซึ่งเชื่อมกับบท Divergence และ สัญญาณเทรนด์อ่อนแรง ได้พอดี
กฎ 3 ข้อที่ห้ามละเมิด
สิ่งที่ทำให้ Elliott Wave ถูกวิจารณ์มากคือ คนสองคนดูกราฟเดียวกันอาจนับคลื่นได้ไม่ตรงกัน แต่มีกฎ 3 ข้อสำหรับช่วงขับเคลื่อนที่ตำราถือว่าละเมิดไม่ได้ ถ้าการนับของเราขัดกับข้อใดข้อหนึ่ง แปลว่านับผิดและต้องนับใหม่
นอกจากกฎเหล็ก ยังมี แนวทาง (guideline) ที่คนนิยมใช้ ซึ่งไม่ใช่กฎตายตัว เช่น คลื่น 2 มักย่อประมาณ 50% ถึง 61.8% ของคลื่น 1 คลื่น 3 มักยาวราว 1.618 เท่าของคลื่น 1 และคลื่น 4 มักย่อตื้นกว่าคลื่น 2 ตัวเลขเหล่านี้มาจากอัตราส่วน Fibonacci (ทบทวนได้ในบท Fibonacci) ควรใช้เป็นโซนให้ระวัง ไม่ใช่จุดที่ราคาต้องกลับตัวเป๊ะ
ใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์จริง
จุดอ่อนใหญ่ของ Elliott Wave คือ ความเป็นอัตวิสัย กราฟเดียวกันนับได้หลายแบบ และคนมักปรับการนับใหม่ทุกครั้งที่ราคาไม่ไปตามคาด ถ้าใช้แบบนี้ ทฤษฎีจะอธิบายอดีตได้เก่งแต่ไม่ช่วยการตัดสินใจเลย
วิธีใช้ที่ได้ประโยชน์กว่ามีสามข้อ
หนึ่ง ใช้เป็นแผนที่ ไม่ใช่คำทำนาย มองว่าตลาดน่าจะอยู่ในช่วงขับเคลื่อนหรือช่วงปรับฐาน แล้วเลือกเครื่องมือให้เหมาะ ช่วงขับเคลื่อนเหมาะกับการเทรดตามเทรนด์ ช่วงปรับฐานควรระวังหรือลดขนาดไม้
สอง ใช้กฎเหล็กเป็นจุดผิด ถ้าเราคิดว่าตลาดอยู่ในคลื่น 2 จุดเริ่มคลื่น 1 คือจุดที่บอกว่าเราคิดผิด จึงเป็นตำแหน่งตัดขาดทุนที่มีเหตุผลรองรับ
สาม ยืนยันด้วยเครื่องมืออื่นเสมอ เช่น โครงสร้าง Higher High / Higher Low แนวรับแนวต้าน และวอลุ่ม ถ้าเครื่องมือหลายตัวชี้ไปทางเดียวกับการนับคลื่น ความน่าเชื่อถือก็สูงขึ้น (แนวคิดเดียวกับบท Confluence)
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ทฤษฎีนี้เกิดจากการศึกษาตลาดหุ้น ซึ่งมีแนวโน้มขึ้นในระยะยาว เมื่อนำไปใช้กับค่าเงินหรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่มีแนวโน้มระยะยาวชัดแบบหุ้น การนับคลื่นมักยากและกำกวมกว่า
สิ่งที่ต้องจำ
- Elliott Wave มองว่าเทรนด์หนึ่งรอบ = คลื่นขับเคลื่อน 5 ลูก (1-2-3-4-5) + คลื่นปรับฐาน 3 ลูก (A-B-C) และคลื่นใหญ่ข้างในก็มีคลื่นย่อยซ้อนอยู่
- ✅ ที่มา R.N. Elliott เผยแพร่ใน The Wave Principle (1938) · Frost & Prechter ทำให้แพร่หลายใน Elliott Wave Principle (1978)
- กฎเหล็ก คลื่น 2 ไม่หลุดจุดเริ่มคลื่น 1 · คลื่น 3 ไม่สั้นที่สุด · คลื่น 4 ไม่ซ้อนพื้นที่คลื่น 1
- สัดส่วน Fibonacci เป็นแนวทาง ไม่ใช่กฎ ใช้เป็นโซนให้ระวัง
- ใช้เป็นแผนที่ กำหนดจุดผิดจากกฎเหล็ก และยืนยันด้วยเครื่องมืออื่นทุกครั้ง
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด การนับคลื่นเป็นการตีความ และไม่ได้รับประกันทิศทางราคา ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ