เคยไหม เปิดกราฟตอนเช้าเห็นราคาร่วงแรง รีบเข้า Sell ตาม แต่ไม่ถึงชั่วโมงราคากลับตัวพุ่งขึ้นยาวจนจบวัน แท่งเทียนรายวันปิดเป็นแท่งเขียวใหญ่ เหมือนการร่วงช่วงเช้าเป็นแค่ภาพลวงตา
ICT (Inner Circle Trader) อธิบายจังหวะแบบนี้ไว้ในแนวคิดที่ชื่อว่า Power of 3 หรือที่หลายคนเรียกว่า AMD บทความนี้จะอธิบายว่าแต่ละจังหวะคืออะไร ดูยังไง และเอาไปใช้วางแผนเทรดได้ยังไง โดยไม่หลงคิดว่ามันจะเกิดขึ้นทุกวัน
Power of 3 คืออะไร
Power of 3 คือแนวคิดที่มองว่า ราคาในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น หนึ่งวัน มักเคลื่อนไหวเป็น 3 จังหวะ โดยมี ราคาเปิด ของช่วงนั้นเป็นจุดอ้างอิง
- A — Accumulation (สะสม) ราคาแกว่งแคบ ๆ ใกล้ราคาเปิด ยังไม่ไปทางไหนชัด
- M — Manipulation (หลอก) ราคาวิ่งสวนทางกับทิศที่จะไปจริง เพื่อกวาด Stop Loss ที่วางอยู่ใต้ Low หรือเหนือ High เดิม
- D — Distribution (กระจาย) ราคากลับตัวแล้ววิ่งไปทางจริง ผ่านราคาเปิดไปไกล และมักปิดใกล้ปลายอีกด้านของวัน
ถ้ามองกลับไปที่แท่งเทียนรายวัน จะเห็นว่าทั้ง 3 จังหวะซ่อนอยู่ในแท่งเดียว จังหวะสะสมอยู่แถวราคาเปิด จังหวะหลอกกลายเป็น ไส้ล่าง ส่วนจังหวะวิ่งจริงกลายเป็น ตัวแท่ง ที่ปิดใกล้ High
ทำไมต้องมีช่วง "หลอก"
ในมุมของ ICT รายใหญ่ต้องการ สภาพคล่อง เพื่อเปิดออเดอร์ขนาดใหญ่ ถ้าอยากซื้อจำนวนมาก ต้องมีคนขายในปริมาณที่มากพอ จุดที่มีคำสั่งขายรออยู่หนาแน่นคือ ใต้ Low เดิม เพราะเป็นที่ที่คนถือ Buy วาง Stop Loss ไว้ และคนที่รอ Breakout ฝั่งขายก็ตั้งคำสั่งไว้ตรงนั้นเหมือนกัน
เมื่อราคาลงไปแตะจุดนั้น คำสั่งขายเหล่านี้จะทำงานพร้อมกัน รายใหญ่ได้จังหวะซื้อในปริมาณมาก จากนั้นราคาจึงกลับตัวขึ้น ช่วงวิ่งหลอกตอนเช้านี้ ICT เรียกอีกชื่อว่า Judas Swing
เรื่องการล่าสภาพคล่องอธิบายไว้ละเอียดในบท Liquidity แล้ว บทนี้จะเน้นว่าเราเอาแนวคิดนี้มาจัด "ลำดับเหตุการณ์" ของวันได้ยังไง
วิธีอ่าน Power of 3 บนกราฟ
หัวใจของแนวคิดนี้คือ ราคาเปิด ของช่วงที่เราสนใจ ถ้าดูรายวัน หลายคนใช้ราคาเปิดตอนเที่ยงคืนเวลานิวยอร์ก ถ้าดูรายสัปดาห์ใช้ราคาเปิดวันจันทร์ หลักการคิดมีแค่นี้
- ถ้าคาดว่าวันนี้เป็นวันขาขึ้น จังหวะหลอกควรเกิด ต่ำกว่า ราคาเปิด แล้วราคากลับขึ้นมายืนเหนือราคาเปิดได้
- ถ้าคาดว่าวันนี้เป็นวันขาลง จังหวะหลอกควรเกิด สูงกว่า ราคาเปิด แล้วราคากลับลงมาอยู่ใต้ราคาเปิด
สิ่งสำคัญคือ เราไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะขึ้นหรือลง เราต้องมี มุมมองจากกรอบเวลาใหญ่ ก่อน เช่น โครงสร้างรายวันยังเป็นขาขึ้น หรือราคาเพิ่งลงมาถึงโซน Discount แล้วค่อยใช้ Power of 3 เพื่อรอจังหวะเข้าในช่วงหลอก แทนที่จะไล่ซื้อตอนราคาวิ่งไปแล้ว
ตัวอย่างการวางแผนเทรด
สมมติกรอบรายวันของทองคำยังเป็นขาขึ้น เราคาดว่าวันนี้น่าจะเป็นวันขาขึ้น ขั้นตอนคิดจะเป็นแบบนี้
จุดที่ควรระวังคือขั้นที่ 3 การที่ราคาลงไปกวาด Low ยังไม่ใช่สัญญาณซื้อ ต้องรอให้ราคาแสดงว่ากลับตัวจริงก่อน เช่น มีการเปลี่ยนโครงสร้างในกรอบเล็ก (CHoCH) และมีแรงซื้อที่ทิ้ง FVG ไว้ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เราคิดว่าเป็น "ช่วงหลอก" อาจเป็นการเริ่มต้นขาลงจริงก็ได้
ใช้ได้กับกรอบเวลาไหนบ้าง
แนวคิดนี้ไม่ได้ผูกกับแท่งรายวันอย่างเดียว ขอแค่มี "ราคาเปิด" ของช่วงเวลาให้อ้างอิง ก็มองเป็น 3 จังหวะได้ เพียงแต่ขนาดของแต่ละจังหวะจะต่างกันไปตามกรอบเวลา
ช่วงเวลาในตารางเป็นแนวโน้มที่คนใช้แนวคิดนี้สังเกตกันบ่อย ไม่ใช่กฎตายตัว ควรดูกราฟของตลาดที่เราเทรดเองว่ามีพฤติกรรมแบบไหน
ข้อจำกัดที่ต้องรู้
- ไม่ได้เกิดทุกวัน หลายวันราคาวิ่งทางเดียวตั้งแต่เปิด โดยไม่มีช่วงหลอกเลย
- รู้ชัดหลังเกิดแล้ว ช่วงหลอกจะยืนยันได้ก็ต่อเมื่อราคาวิ่งกลับทางจริงแล้ว ระหว่างที่ราคากำลังลง เราแยกไม่ออกว่าเป็นการหลอกหรือขาลงจริง
- วันข่าวแรงเปลี่ยนเกม วันที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ราคาอาจวิ่งหลายรอบจนรูปแบบเสีย
- ราคาเปิดที่ใช้ต่างกันได้ แต่ละคนเลือกเวลาเปิดไม่เหมือนกัน ควรเลือกแบบเดียวแล้วใช้ให้สม่ำเสมอ
ดังนั้นให้มอง Power of 3 เป็น กรอบความคิด สำหรับจัดลำดับเหตุการณ์ของวัน ใช้ร่วมกับโครงสร้างตลาด โซนราคา และการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่สัญญาณที่เข้าออเดอร์ได้ทันที
สิ่งที่ต้องจำ
- Power of 3 (AMD) แบ่งการเคลื่อนไหวของวันเป็น 3 จังหวะ คือ สะสม หลอก และวิ่งจริง
- ราคาเปิด คือจุดอ้างอิงหลัก วันขาขึ้นช่วงหลอกอยู่ใต้ราคาเปิด วันขาลงช่วงหลอกอยู่เหนือราคาเปิด
- ช่วงหลอก (Judas Swing) มักกวาด Stop Loss ใต้ Low หรือเหนือ High เดิม
- ต้องมีมุมมองจากกรอบใหญ่ก่อน แล้วรอสัญญาณกลับตัวในกรอบเล็กค่อยเข้า
- ไม่ได้เกิดทุกวัน ใช้เป็นกรอบความคิด ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายสำเร็จรูป
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวอย่างในบทความเป็นการสมมติเพื่ออธิบายแนวคิด ไม่มีรูปแบบกราฟใดที่ได้ผลทุกครั้ง การเทรดมีความเสี่ยง ควรบริหารความเสี่ยงทุกครั้งที่เปิดออเดอร์