เว็บเรียนเทรดและวิเคราะห์ตลาดการเงินสำหรับคนไทย — หุ้น ทองคำ คริปโต ดัชนี · คอร์สฟรี บทความ TA/FA เครื่องมือคำนวณเริ่มเรียน
จิตวิทยาการเทรด

Illusion of Control — ภาพลวงว่าเราคุมตลาดได้ ยิ่งเฝ้าจอยิ่งพลาด

Illusion of Control — ภาพลวงว่าเราคุมตลาดได้ ยิ่งเฝ้าจอยิ่งพลาด

แค่ได้เลือกลอตเตอรี่เอง คนก็ตีราคามันสูงขึ้นกว่าสี่เท่า และเทรดเดอร์มืออาชีพที่เชื่อว่าตัวเองคุมได้มากกว่ากลับได้ผลงานแย่กว่า มาดูว่าในหนึ่งไม้เราคุมอะไรได้จริงบ้าง

เคยสังเกตตัวเองไหมว่า พอเปิดออเดอร์แล้ว เรามักจะนั่งจ้องกราฟไม่วางตา ขยับจุดตัดขาดทุนขึ้นลงอยู่หลายรอบ เปลี่ยนไทม์เฟรมไปมา ราวกับว่ายิ่งเฝ้าใกล้เท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งจะเป็นไปตามที่เราต้องการ

ความรู้สึกว่า "ถ้าเราทำอะไรสักอย่าง ผลจะออกมาดีขึ้น" ในเรื่องที่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย มีชื่อเรียกในทางจิตวิทยาว่า illusion of control หรือภาพลวงว่าตัวเองควบคุมได้

ในการเทรด อคตินี้อันตรายเป็นพิเศษ เพราะตลาดให้ปุ่มกับเครื่องมือมาเต็มหน้าจอ ทุกปุ่มทำให้รู้สึกว่ากำลังควบคุมอะไรบางอย่าง ทั้งที่สิ่งที่เราคุมได้จริงมีแค่ไม่กี่อย่าง

ลอตเตอรี่ใบละ 1 ดอลลาร์ ที่ราคาไม่เท่ากัน

คนที่ตั้งชื่ออคตินี้คือ เอลเลน แลงเกอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในงานวิจัยปี 1975 เธอขายลอตเตอรี่ใบละ 1 ดอลลาร์ให้พนักงานออฟฟิศ โดยให้ครึ่งหนึ่งเลือกใบที่ชอบเอง อีกครึ่งหนึ่งได้ใบที่ผู้วิจัยยื่นให้

ก่อนออกรางวัล ผู้วิจัยกลับไปขอซื้อลอตเตอรี่คืน แล้วถามว่าต้องการเงินเท่าไหร่ถึงจะยอมขาย

ราคาที่ขอเพื่อขายลอตเตอรี่คืน ซื้อมาใบละ 1 ดอลลาร์ โอกาสถูกรางวัลเท่ากันทุกใบ · Langer (1975) ได้ใบที่ผู้วิจัยยื่นให้ 1.96 ดอลลาร์ เลือกใบที่ชอบเอง 8.67 แค่ได้ เลือกเอง ก็ตีราคาสูงขึ้นกว่าสี่เท่า ทั้งที่โอกาสถูกรางวัลไม่ได้เปลี่ยนเลย

คนที่เลือกลอตเตอรี่เองขอราคาเฉลี่ย 8.67 ดอลลาร์ ส่วนคนที่ได้ใบที่ผู้วิจัยยื่นให้ขอเพียง 1.96 ดอลลาร์ ทั้งที่ทุกใบมีโอกาสถูกรางวัลเท่ากันทุกประการ

แลงเกอร์สรุปว่า เมื่อเกมที่ขึ้นกับโชคล้วน ๆ มีองค์ประกอบของเกมที่ใช้ฝีมือเข้ามาผสม เช่น การได้เลือก ความคุ้นเคย การได้ลงมือทำเอง คนจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนกำหนดผลลัพธ์ และประเมินโอกาสของตัวเองสูงเกินจริง

เมื่อทดสอบกับเทรดเดอร์ตัวจริงในลอนดอน

คำถามต่อมาคือ คนที่ทำงานกับตลาดเป็นอาชีพจะหลุดพ้นจากอคตินี้ไหม งานของมาร์ก เฟนตัน-โอครีวี และคณะ ตีพิมพ์ปี 2003 ในวารสาร Journal of Occupational and Organizational Psychology ตอบคำถามนี้ไว้

ทีมวิจัยให้คนในวงการ 107 คน จากวาณิชธนกิจสี่แห่งในลอนดอน ดูเส้นกราฟที่เคลื่อนไหวบนจอ และบอกว่าการกดปุ่มบางปุ่มอาจมีผลต่อเส้นกราฟ ความจริงคือเส้นกราฟนั้นเดินแบบสุ่ม ไม่มีปุ่มไหนมีผลเลย จากนั้นให้แต่ละคนประเมินว่าตัวเองคุมเส้นกราฟได้แค่ไหน

ผลที่ได้คือ คนที่เชื่อว่าตัวเองคุมได้มากกว่า กลับมีผลงานแย่กว่า ทั้งในคะแนนที่หัวหน้าประเมินด้านการวิเคราะห์ การบริหารความเสี่ยง และการสร้างกำไร รวมถึงได้ค่าตอบแทนรวมน้อยกว่าด้วย

ข้อนี้สำคัญ เพราะแปลว่าภาพลวงนี้ไม่ใช่ปัญหาของมือใหม่อย่างเดียว คนที่อยู่ในห้องค้ามืออาชีพก็เป็นได้ และมันสัมพันธ์กับเงินในกระเป๋าจริง ๆ

สิ่งที่คุมได้ กับสิ่งที่คุมไม่ได้

วิธีมองอคตินี้ให้ชัดที่สุด คือแยกให้ออกว่าในการเทรดหนึ่งไม้ มีอะไรอยู่ในมือเราจริง และอะไรที่เราแค่รู้สึกว่าอยู่ในมือ

ในหนึ่งไม้ เราคุมอะไรได้จริงบ้าง คุมได้จริง • จะเข้าหรือไม่เข้า • ขนาดไม้ • จุดตัดขาดทุนก่อนเข้า • ทำตามแผนหรือไม่ รู้สึกว่าคุมได้ แต่คุมไม่ได้ • ราคาจะไปทางไหน • ไม้นี้จะชนะหรือแพ้ • ข่าวจะออกมาดีหรือร้าย • คนอื่นในตลาดจะทำอะไร

ฝั่งซ้ายคือสิ่งที่ตัดสินใจก่อนและระหว่างเทรด ฝั่งขวาคือผลลัพธ์ที่ตลาดเป็นคนกำหนด ปัญหาเกิดเมื่อเราเอาพลังงานไปทุ่มกับฝั่งขวา จนละเลยฝั่งซ้าย

หน้าตาของภาพลวงนี้ในห้องเทรด

สี่อาการของคนที่คิดว่าตัวเองคุมตลาดได้ เฝ้าจอทุกวินาที — เหมือนการจ้องจะช่วยให้ราคาไปถึงเป้า ขยับจุดตัดขาดทุนบ่อย — คิดว่าจัดการเองได้ดีกว่าแผนที่วางไว้ เปิดไม้บ่อยเกินจำเป็น — เพราะการกดปุ่มให้ความรู้สึกว่ากำลังทำงาน ใส่ไม้ใหญ่ขึ้นเมื่อมั่นใจ — ทั้งที่ความมั่นใจไม่ได้เปลี่ยนโอกาสจริง

อาการที่พบบ่อยที่สุดคือการขยับจุดตัดขาดทุน เพราะมันให้ความรู้สึกว่ากำลัง "บริหาร" ไม้อยู่ แต่ในหลายกรณีมันคือการยกเลิกการตัดสินใจที่ดีซึ่งทำไว้ตอนใจเย็น แล้วแทนที่ด้วยการตัดสินใจตอนใจร้อน

อีกอาการที่มองข้ามง่ายคือ การเปิดไม้บ่อยขึ้นเพราะรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ยิ่งนั่งหน้าจอนาน ยิ่งอยากกดปุ่ม ทั้งที่ไม่มีสัญญาณตามระบบเลย

ทำไมตลาดถึงหลอกให้รู้สึกว่าคุมได้ง่ายนัก

ถ้าดูจากปัจจัยที่แลงเกอร์พบ การเทรดมีครบทุกข้อที่ปลุกภาพลวงนี้

ได้เลือกเอง เราเลือกสินทรัพย์ เลือกจังหวะ เลือกทิศทางเอง ทุกการเลือกเพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของผลลัพธ์

คุ้นเคย ยิ่งดูกราฟตัวไหนบ่อย ยิ่งรู้สึกว่ารู้จักนิสัยมัน ทั้งที่ความคุ้นตาไม่ได้แปลว่าคาดการณ์ได้แม่นขึ้น

ได้ลงมือ การกดปุ่มเอง ลากเส้นเอง ปรับค่าอินดิเคเตอร์เอง ทำให้รู้สึกว่าผลที่ออกมาเป็นผลงานของเรา

ชนะช่วงแรก ถ้าไม้แรก ๆ ออกมาดีโดยบังเอิญ สมองจะผูกความสำเร็จเข้ากับการกระทำของเรา แล้วเชื่อว่าทำซ้ำได้

วิธีดึงตัวเองกลับมาอยู่กับความจริง

ห้าข้อที่ลดภาพลวงว่าคุมได้ 1 ทุ่มเวลาให้สิ่งที่คุมได้ ขนาดไม้ จุดตัดขาดทุน วินัย 2 ตั้งกฎว่าจุดตัดขาดทุนขยับได้ทางเดียว คือลดความเสี่ยง 3 เปิดไม้แล้วตั้งแจ้งเตือน ไม่ต้องนั่งจ้องทุกแท่ง 4 คิดผลเป็นร้อยไม้ ไม่ใช่ไม้เดียวที่อยากให้ชนะ 5 จดทุกครั้งที่แก้แผนกลางทาง แล้วดูว่าได้หรือเสีย

หนึ่ง ย้ายพลังงานไปที่สิ่งที่คุมได้ ก่อนเข้าไม้ ใช้เวลากับการคิดขนาดไม้และจุดตัดขาดทุนให้ดี เพราะเป็นสองสิ่งที่กำหนดว่าจะเสียเท่าไหร่ถ้าผิด ซึ่งสำคัญกว่าการเดาว่าจะถูกหรือไม่

สอง ตั้งกฎทางเดียวให้จุดตัดขาดทุน ขยับได้เฉพาะทิศที่ลดความเสี่ยง เช่น เลื่อนขึ้นตามกำไร ห้ามเลื่อนออกไปเพื่อให้ราคามีที่ให้วิ่งมากขึ้น

สาม ตั้งแจ้งเตือนแทนการเฝ้าจอ เมื่อทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ก่อนเข้า การนั่งดูทุกแท่งไม่ได้เพิ่มข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มีแต่เพิ่มโอกาสให้มือไปแตะปุ่มโดยไม่จำเป็น

สี่ มองเป็นชุดของไม้ ระบบที่ดีคือระบบที่ได้เปรียบเมื่อทำซ้ำหลายสิบหลายร้อยครั้ง ผลของไม้เดียวถูกกำหนดด้วยความบังเอิญเป็นส่วนใหญ่ การพยายามควบคุมไม้เดียวจึงเป็นการสู้กับสิ่งที่ไม่มีใครคุมได้

ห้า จดทุกครั้งที่แก้แผนกลางทาง บันทึกว่าแก้อะไร เพราะอะไร แล้วเทียบกับผลถ้าปล่อยตามแผนเดิม ทำไปสักเดือน ตัวเลขจะบอกเองว่าการ "จัดการ" ของเราช่วยหรือทำร้ายพอร์ต

สิ่งที่ต้องจำ

  • Illusion of control คือความรู้สึกว่าตัวเองกำหนดผลลัพธ์ได้ ในเรื่องที่ความจริงขึ้นกับโอกาสเป็นหลัก
  • ✅ Langer (1975) คนที่เลือกลอตเตอรี่เองขอราคาขายคืนเฉลี่ย 8.67 ดอลลาร์ เทียบกับ 1.96 ดอลลาร์ของคนที่ได้ใบที่ถูกยื่นให้
  • ✅ Fenton-O'Creevy และคณะ (2003) คนในวงการ 107 คนจากวาณิชธนกิจสี่แห่งในลอนดอน คนที่มีภาพลวงนี้สูงได้คะแนนผลงานต่ำกว่าและได้ค่าตอบแทนน้อยกว่า
  • สิ่งที่คุมได้จริง คือการเข้าหรือไม่เข้า ขนาดไม้ จุดตัดขาดทุน และการทำตามแผน ไม่ใช่ทิศทางราคา
  • ปัจจัยที่ปลุกภาพลวง ได้เลือกเอง ความคุ้นเคย ได้ลงมือเอง และชนะช่วงแรก
  • ✅ วิธีแก้ ทุ่มเวลาให้สิ่งที่คุมได้ · ขยับจุดตัดขาดทุนเพื่อลดความเสี่ยงเท่านั้น · ตั้งแจ้งเตือนแทนเฝ้าจอ · มองเป็นชุดของไม้ · จดทุกครั้งที่แก้แผน

คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาสำหรับผู้ที่สนใจการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด งานวิจัยที่อ้างถึงศึกษากลุ่มตัวอย่างเฉพาะในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจต่างจากตลาดและบริบทอื่น ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Availability Bias — นึกออกง่าย ไม่ได้แปลว่าเกิดบ่อย กับดักของการตัดสินใจจากข่าว จิตวิทยาการเทรด

Availability Bias — นึกออกง่าย ไม่ได้แปลว่าเกิดบ่อย กับดักของการตัดสินใจจากข่าว

รายย่อยซื้อสุทธิเกือบ 30% ในวันที่หุ้นคึกคักที่สุด แต่ขายสุทธิในวันที่หุ้นเงียบ เมื่อสิ่งที่ถูกหยิบมาพิจารณาคือตัวที่แย่งความสนใจได้ ไม่ใช่ตัวที่ดีที่สุด

ทีมงาน · 29/09/2026
Information Overload — ข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งมั่นใจ แต่ความแม่นไม่ได้เพิ่มตาม จิตวิทยาการเทรด

Information Overload — ข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งมั่นใจ แต่ความแม่นไม่ได้เพิ่มตาม

ได้ข้อมูลเพิ่มสี่เท่า ความมั่นใจพุ่งจาก 33% เป็น 53% แต่ความแม่นยำแทบเท่าเดิม ทำไมการทำการบ้านเยอะอาจทำให้เทรดแย่ลง

ทีมงาน · 28/09/2026
Self-Attribution Bias — ชนะเพราะเก่ง แพ้เพราะตลาด กับดักที่ทำให้ไม่พัฒนา จิตวิทยาการเทรด

Self-Attribution Bias — ชนะเพราะเก่ง แพ้เพราะตลาด กับดักที่ทำให้ไม่พัฒนา

ถ้าไม้ที่กำไรเป็นเพราะฝีมือ และไม้ที่ขาดทุนเป็นเพราะตลาดทุกครั้ง ความมั่นใจจะขึ้นทางเดียวโดยที่ฝีมือไม่ได้ขยับตาม

ทีมงาน · 27/09/2026