ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สัปดาห์นี้เปิดฉากด้วยภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก คือ Nasdaq Composite ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ครั้งแรกนับตั้งแต่ 2 มิถุนายน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์กลับย่อลง ความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญรายวัน แต่สะท้อนว่าตลาดกำลัง "แยกขา" ระหว่างกลุ่ม AI กับส่วนที่เหลือของตลาดอย่างชัดเจน ท่ามกลางวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นที่ยังไม่จบ
เกิดอะไรขึ้น
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน Nasdaq บวก 2.26% ปิดที่ 27,122.09 จุด ทำนิวไฮ ตามด้วยวันอังคารที่ขยับขึ้นอีก 0.37% เป็น 27,223.29 จุด ส่วน S&P 500 แทบไม่ขยับที่ราว 7,765 จุด และ ดาวโจนส์ปรับลง 0.45% มาที่ 51,814 จุด จากแรงกดดันในกลุ่มการเงิน
ตัวขับเคลื่อนหลักอยู่ที่หุ้นชิปและ AI โดยเฉพาะ AMD ที่พุ่งเกือบ 10% จนกลายเป็นผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ รายที่ 4 ที่มีมูลค่าตลาดแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Intel +12.2%, Arm +10% และ Meta +11.4% หลังเปิดตัว AI agent ตัวใหม่ที่ได้รับการตอบรับดี
ทำไมถึงเกิดขึ้นตอนนี้
กุญแจสำคัญอยู่ที่ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ถอยกลับลงมาต่ำกว่าระดับ 5% มาอยู่ราว 4.95% หลังจากก่อนหน้านี้จ่อทะลุ 5% เหตุผลหลักมาจากราคาน้ำมันที่คลายตัวลง โดย Brent หลุดลงมาบริเวณ 100 ดอลลาร์ และ WTI ส่งมอบพฤศจิกายนลงมาที่ราว 91 ดอลลาร์ จากสัญญาณการทูตสหรัฐฯ-อิหร่าน และปริมาณเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้น
กลไกที่เชื่อมโยงกันคือ น้ำมันถูกลง → ความคาดหวังเงินเฟ้อลดลง → ยีลด์ระยะยาวย่อ → อัตราคิดลด (discount rate) ที่ใช้ตีมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคตต่ำลง ซึ่งเป็นประโยชน์กับหุ้นเติบโตที่มีกำไรอยู่ไกลในอนาคต (long duration) มากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น นี่คือเหตุผลที่กลุ่มเทคฟื้นแรงกว่า ทั้งที่เฟดเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
ภาพรวมสินทรัพย์อื่น
- ทองคำ ทรงตัวถึงย่อเล็กน้อยบริเวณ 4,376 ดอลลาร์ สอดคล้องกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง
- น้ำมัน เป็นตัวแปรต้นทางของเรื่องทั้งหมด การที่ราคาลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและเปิดทางให้ยีลด์ย่อ
- คริปโต Bitcoin ขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบ 7 เดือน บริเวณ 86,000 ดอลลาร์ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มเทค
- ค่าเงินและพันธบัตร ยีลด์ 10 ปีที่ยังวนอยู่ใกล้ 5% ทำให้ต้นทุนเงินทุนทั่วโลกยังตึง แม้ตลาดหุ้นจะทำนิวไฮ
- ความผันผวน VIX ลงมาที่ 14.35 ระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังตีราคาความเสี่ยงในระยะสั้นค่อนข้างต่ำ
จุดที่เทรดเดอร์ควรจับตา
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า Nasdaq ทำนิวไฮ แต่คือ ตลาดทำนิวไฮด้วยฐานที่แคบ เมื่อดัชนีถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นไม่กี่ตัวในกลุ่มเดียว ความแข็งแรงของดัชนีจะไม่สะท้อนสุขภาพของตลาดโดยรวม การที่ดาวโจนส์ติดลบสวนทางในวันเดียวกัน และกลุ่มการเงินอ่อนแรง เป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าดูควบคู่กันไป
อีกจุดหนึ่งคือความเปราะบางของตัวจุดชนวน หากราคาน้ำมันกลับมาขึ้นจากความตึงเครียดรอบใหม่ หรือตัวเลขเงินเฟ้อออกมาร้อนกว่าคาด ยีลด์ 10 ปีอาจกลับขึ้นเหนือ 5% อีกครั้ง คันโยกเดียวกับที่ดันตลาดขึ้นมาก็จะกลายเป็นแรงกดดันในทิศตรงข้าม เพราะหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากยีลด์ย่อมากที่สุด ก็คือกลุ่มที่เสียประโยชน์มากที่สุดเมื่อยีลด์กลับทิศ
สุดท้าย ควรแยกให้ออกระหว่าง "ข่าวดีเฉพาะตัว" กับ "การเปลี่ยนภาพใหญ่" การเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือดีลของบริษัทเดียว อาจดันดัชนีได้หนึ่งถึงสองวัน แต่ทิศทางเงินเฟ้อ นโยบายเฟด และต้นทุนเงินทุน คือสิ่งที่กำหนดกรอบของตลาดในระยะยาวกว่า
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน