เว็บเรียนเทรดและวิเคราะห์ตลาดการเงินสำหรับคนไทย — หุ้น ทองคำ คริปโต ดัชนี · คอร์สฟรี บทความ TA/FA เครื่องมือคำนวณเริ่มเรียน
กลยุทธ์การเทรด

Overfitting — ระบบที่สวยในอดีตแต่พังในอนาคต

Overfitting — ระบบที่สวยในอดีตแต่พังในอนาคต

ยอดผลิตเนยในบังกลาเทศอธิบายตลาดหุ้นสหรัฐได้ 99% — เมื่อค้นหานานพอ ความสัมพันธ์สวยงามจะโผล่ขึ้นเสมอ และนี่คือสิ่งที่เกิดกับระบบเทรดที่จูนมากเกินไป

ปี 1990 นักวิจัยชื่อ David Leinweber ลองหาว่ามีตัวเลขอะไรในโลกที่อธิบายดัชนี S&P 500 ได้ดีที่สุด

คำตอบที่เขาเจอคือ ยอดผลิตเนยในประเทศบังกลาเทศ · และเมื่อใส่ผลิตภัณฑ์นมกับจำนวนปศุสัตว์เพิ่มเข้าไปอีก สมการนั้นอธิบายดัชนีได้ถึง 99% ตลอดช่วงสิบปีที่ทดสอบ

Leinweber ทำเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อล้อเลียนโดยเฉพาะ · เขาเรียกมันตรง ๆ ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ และตั้งชื่องานว่า Stupid Data Miner Tricks · แต่ประเด็นที่เขาต้องการชี้คือเรื่องจริงจังมาก — ถ้าคุณค้นหานานพอ คุณจะเจอความสัมพันธ์ที่สวยงามเสมอ แม้มันจะไม่มีความหมายอะไรเลย

และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบเทรดที่ถูกจูนมากเกินไป

จำข้อสอบเก่า ไม่ใช่เข้าใจวิชา

Overfitting คือการที่ระบบเรียนรู้รายละเอียดเฉพาะของข้อมูลชุดที่ใช้พัฒนา แทนที่จะเรียนรู้หลักการที่ใช้ได้ทั่วไป

เทียบกับนักเรียนสองคน คนแรกท่องข้อสอบเก่าทุกข้อจนจำคำตอบได้หมด ส่วนคนที่สองเข้าใจวิธีคิด · ถ้าออกข้อสอบชุดเดิม คนแรกได้คะแนนเต็ม · แต่พอเปลี่ยนโจทย์ คนแรกทำไม่ได้เลย ขณะที่คนที่สองยังทำได้

ความสัมพันธ์ที่สวยแต่ไม่มีความหมาย Leinweber · Stupid Data Miner Tricks · ข้อมูลสิบปี ยอดผลิตเนยในบังกลาเทศ บวกผลิตภัณฑ์นมและปศุสัตว์ ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตลาดหุ้น อธิบายดัชนี S&P 500 ได้ 99% ค้นหานานพอ ย่อมเจอความสัมพันธ์ที่สวยงามเสมอ แม้จะไม่มีความหมายเลย

ระบบเทรดที่จูนจนเข้ารูปอดีตก็เหมือนนักเรียนคนแรก · มันไม่ได้จับพฤติกรรมของตลาด แต่จับลำดับเหตุการณ์เฉพาะที่บังเอิญเกิดในข้อมูลชุดนั้น ซึ่งจะไม่เกิดซ้ำแบบเดิมอีก

ยิ่งลองเยอะ ยิ่งเจอของปลอมที่ดูดี

ประเด็นที่คนมองข้ามมากที่สุดคือ "ผลลัพธ์ที่ดี" ต้องถูกตัดสินพร้อมกับจำนวนครั้งที่ลอง

คณิตศาสตร์ตรงนี้ชัดมาก · Bailey และ López de Prado แสดงไว้ว่าค่าสูงสุดของผลงานที่คาดว่าจะเจอโตขึ้นตามจำนวนครั้งที่ทดลอง ตามรากที่สองของลอการิทึม — พูดง่าย ๆ คือยิ่งลองเยอะ ตัวเลขที่ดีที่สุดในกองก็ยิ่งสวยขึ้นเอง ถึงแม้ทุกสูตรจะไร้ค่าเท่ากันหมด

ตัวอย่างจากงานเดียวกันเห็นภาพชัดที่สุด

ผลงานเท่ากันเป๊ะ แต่คำตอบต่างกัน ทั้งสองกรณีคือระบบเดียวกัน ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง 2.5 บนข้อมูล 5 ปี ลองมา 46 สูตร ความเชื่อมั่นหลังหักจำนวนครั้ง 95% ผ่านเกณฑ์ · พอจะเชื่อได้ ลองมา 88 สูตร ความเชื่อมั่นหลังหักจำนวนครั้ง 90% ตกเกณฑ์ · เชื่อไม่ได้ ตัวเลขผลงานไม่ได้เปลี่ยนเลย สิ่งที่เปลี่ยนคือจำนวนครั้งที่ลองก่อนจะเจอมัน

ระบบที่ให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงเท่ากับ 2.5 บนข้อมูล 5 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่าดีมาก · ถ้าเจอหลังจากลองมา 46 สูตร จะผ่านเกณฑ์ความเชื่อมั่น 95% · แต่ถ้าเจอหลังลองมา 88 สูตร ความเชื่อมั่นเหลือราว 90% ซึ่งตกเกณฑ์

ผลงานตัวเดียวกัน ตัวเลขเดียวกัน แต่คำตอบว่าเชื่อได้หรือไม่กลับต่างกัน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนคือจำนวนครั้งที่ค้นก่อนจะเจอมัน

นี่คือเหตุผลที่การนับว่าตัวเองลองไปกี่แบบแล้วเป็นข้อมูลสำคัญพอ ๆ กับผลลัพธ์เอง · คนที่จูนไปเป็นร้อยรอบแล้วหยิบอันที่ดีที่สุดมาใช้ กำลังถือตัวเลขที่แทบไม่มีความหมาย

สัญญาณว่าระบบถูกจูนเกินไปแล้ว

วิธีตรวจที่ดีที่สุดไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูง แค่ขยับค่าพารามิเตอร์ไปมาแล้วดูว่าผลเปลี่ยนยังไง

ยอดแหลมกับที่ราบ ลองขยับค่าไปมา แล้วดูรูปร่างของผลลัพธ์ · ตัวอย่างสมมติ ยอดแหลม — น่าสงสัย ดีเฉพาะค่าเดียว ขยับนิดเดียวก็พัง ที่ราบ — น่าเชื่อถือ ดีต่อเนื่องเป็นช่วงกว้าง ขยับแล้วยังใช้ได้ ควรเลือกค่ากลางของที่ราบ ไม่ใช่ค่าที่ให้ตัวเลขสูงที่สุด

ถ้าเปลี่ยนเส้นค่าเฉลี่ยจาก 20 เป็น 19 หรือ 21 แล้วผลตกฮวบ นั่นคือยอดแหลม · แปลว่าตัวเลข 20 ไม่ได้พิเศษอะไร มันแค่บังเอิญเข้ากับข้อมูลชุดนี้พอดี

ระบบที่จับอะไรได้จริงจะให้ที่ราบ — ค่าตั้งแต่ 18 ถึง 24 ใช้ได้ใกล้เคียงกันหมด · และควรเลือกค่ากลาง ๆ ของที่ราบ ไม่ใช่ค่าที่ให้ตัวเลขสวยที่สุด เพราะค่ากลางมีที่ให้พลาดได้มากกว่า

สัญญาณอื่นที่ควรระวังคือ เงื่อนไขเยอะผิดปกติ · ระบบที่มีกฎสิบกว่าข้อซ้อนกันมักเกิดจากการเติมเงื่อนไขทีละข้อเพื่อกำจัดไม้ที่แพ้ในอดีต ซึ่งเป็นการจูนที่ปลอมตัวมาในรูปของความรอบคอบ

ยิ่งปรับมาก ยิ่งแย่ ไม่ใช่แค่เสียเปล่า

สิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคือคิดว่าการจูนมากเกินไปแค่ทำให้ตัวเลขที่เห็นเกินจริง แต่ผลงานจริงคงเท่าเดิม

ความจริงแย่กว่านั้น · งานของ Bailey, Borwein, López de Prado และ Zhu (2014) ชี้ว่าเมื่อข้อมูลราคามีความต่อเนื่องในตัว การจูนจะทำให้ผลนอกกลุ่มตัวอย่างแย่ลงจริง ๆ ไม่ใช่แค่กลับไปเป็นศูนย์

เหตุผลคือระบบที่ถูกจูนจนเข้ารูปช่วงหนึ่งของตลาดพอดี มักกลายเป็นระบบที่วางเดิมพันสวนทางกับช่วงถัดไป โดยอัตโนมัติ · การจูนหนัก ๆ จึงไม่ใช่แค่เสียเวลา แต่สร้างระบบที่แพ้เป็นระบบ

วิธีคุมไม่ให้จูนเกิน

สี่กฎที่ช่วยกันไม่ให้หลอกตัวเอง ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ 1 · จดจำนวนครั้งที่ลอง ยิ่งลองเยอะ ยิ่งต้องเข้มกับผลที่ได้ ลองร้อยแบบแล้วเลือกที่ดีสุด = แทบไร้ความหมาย 2 · ลดจำนวนพารามิเตอร์ กฎยิ่งน้อย ยิ่งมีที่ให้จูนน้อย เงื่อนไขที่อธิบายเหตุผลไม่ได้ ให้ตัดทิ้ง 3 · เลือกค่ากลางของที่ราบ ไม่ใช่ค่าที่ให้ตัวเลขสูงที่สุด เผื่อที่ให้ตลาดเปลี่ยนไปบ้าง 4 · ทดสอบแบบเดินหน้า จูนบนช่วงเก่า ทดสอบบนช่วงถัดไป เลื่อนหน้าต่างไปเรื่อย ๆ ทั้งชุดข้อมูล

กฎที่ได้ผลที่สุดคือข้อแรก — จดไว้ว่าลองไปกี่แบบแล้ว · แค่การรู้ตัวเลขนี้ก็เปลี่ยนวิธีมองผลลัพธ์ไปทั้งหมด

ข้อที่สองช่วยตัดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง · ระบบที่มีค่าให้ปรับสองสามตัวจูนเกินได้ยากกว่าระบบที่มีสิบตัว · และเงื่อนไขทุกข้อควรอธิบายได้ว่าใส่มาทำไมในเชิงพฤติกรรมตลาด ไม่ใช่เพราะมันทำให้ตัวเลขดีขึ้น

ข้อสุดท้ายคือการทดสอบแบบเดินหน้า — จูนบนข้อมูลช่วงแรก ทดสอบบนช่วงถัดไปที่ไม่เคยเห็น แล้วเลื่อนหน้าต่างไปเรื่อย ๆ · วิธีนี้ใกล้เคียงการใช้งานจริงมากที่สุด เพราะในชีวิตจริงเราก็มีแต่ข้อมูลอดีตให้ตัดสินใจกับอนาคตเสมอ

สิ่งที่ต้องจำ

  • ค้นหานานพอย่อมเจอความสัมพันธ์ที่สวยงามเสมอ — Leinweber เคยใช้ยอดผลิตเนยในบังกลาเทศอธิบาย S&P 500 ได้ถึง 99%
  • ผลลัพธ์ต้องตัดสินพร้อมจำนวนครั้งที่ลอง — ผลงานเดียวกันที่ลองมา 46 แบบผ่านเกณฑ์ 95% แต่ถ้าลองมา 88 แบบเหลือราว 90% ตกเกณฑ์
  • ยอดแหลมคือสัญญาณอันตราย — ดีเฉพาะค่าเดียว ขยับนิดเดียวพัง แปลว่าจูนเข้ากับอดีต ไม่ได้จับอะไรจริง
  • เลือกค่ากลางของที่ราบ ไม่ใช่ค่าที่ให้ตัวเลขสูงสุด · ที่ราบมีที่ให้พลาดได้มากกว่า
  • เงื่อนไขเยอะผิดปกติคือการจูนที่ปลอมตัวมา — กฎทุกข้อต้องอธิบายได้ว่าใส่มาทำไม
  • จูนเกินไม่ได้แค่ทำให้ตัวเลขเกินจริง แต่ทำให้ผลจริงแย่ลง (Bailey และคณะ 2014)
  • ทดสอบแบบเดินหน้า — จูนช่วงเก่า ทดสอบช่วงถัดไปที่ไม่เคยเห็น แล้วเลื่อนหน้าต่างไปทั้งชุด

คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เรื่องกับดักในการพัฒนาระบบเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวเลขจากงานวิจัยที่อ้างถึงเป็นผลการศึกษาในบริบทที่ระบุไว้ ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้เหมือนกันในทุกกรณี ผลการทดสอบย้อนหลังไม่ว่าจะดีเพียงใดก็ไม่รับประกันผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Win Rate กับ Expectancy — ทำไมชนะบ่อยไม่เท่ากับกำไร กลยุทธ์การเทรด

Win Rate กับ Expectancy — ทำไมชนะบ่อยไม่เท่ากับกำไร

ชนะ 8 ไม้จาก 10 แต่พอร์ตลด ส่วนคนที่ชนะ 4 จาก 10 กลับได้เงิน — เข้าใจค่าคาดหวังต่อไม้ ตัวเลขเดียวที่บอกว่าระบบเทรดทำเงินได้จริงหรือไม่

ทีมงาน · 08/09/2026
Trailing Stop — เลื่อน Stop Loss ตามกำไรยังไงให้คุ้มที่สุด กลยุทธ์การเทรด

Trailing Stop — เลื่อน Stop Loss ตามกำไรยังไงให้คุ้มที่สุด

ปิดเร็วไปกำไรหด ถือนานไปกำไรหาย — Trailing Stop คือคำตอบ เรียนรู้ 4 วิธีเลื่อน SL ตามกำไร จังหวะเริ่มเลื่อน และกับดัก "เลื่อนแน่นเกินจนโดนสะบัดออก"

ทีมงาน · 24/07/2026
Scalping / Day Trade / Swing — สไตล์การเทรดแบบไหนเหมาะกับคุณ กลยุทธ์การเทรด

Scalping / Day Trade / Swing — สไตล์การเทรดแบบไหนเหมาะกับคุณ

ระบบดีแค่ไหนก็พังถ้าสไตล์ไม่เข้ากับชีวิต — เทียบ Scalping, Day Trade, Swing ให้ชัด พร้อมวิธีเลือกจากเวลา นิสัย ทุน และกับดักเปลี่ยนสไตล์กลางไม้

ทีมงาน · 14/07/2026