เว็บเรียนเทรดและวิเคราะห์ตลาดการเงินสำหรับคนไทย — หุ้น ทองคำ คริปโต ดัชนี · คอร์สฟรี บทความ TA/FA เครื่องมือคำนวณเริ่มเรียน
กลยุทธ์การเทรด

Position Sizing — คำนวณขนาดออเดอร์ให้พอดีกับบัญชี พร้อมตัวอย่าง 4 ตลาด

Position Sizing — คำนวณขนาดออเดอร์ให้พอดีกับบัญชี พร้อมตัวอย่าง 4 ตลาด

ขนาดไม้ไม่ใช่เรื่องของความมั่นใจ แต่เป็นผลลัพธ์ของสูตรที่ต้องคำนวณก่อนกดเข้าทุกครั้ง บทความนี้ให้สูตรเดียวพร้อมตัวอย่างคำนวณทีละขั้นในทองคำ ค่าเงิน หุ้นไทย และคริปโต

คำถามที่มือใหม่ถามบ่อยที่สุดคือ "เข้าไม้ละกี่ล็อตดี" และคำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "แล้วแต่ทุน" ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ความจริงคือขนาดไม้ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกหรือความมั่นใจ แต่เป็น ผลลัพธ์ของการคำนวณที่มีสูตรตายตัว และเป็นการคำนวณที่ต้องทำก่อนกดเข้าออเดอร์ทุกครั้ง ไม่ใช่หลังจากนั้น

บทความนี้เป็นภาคปฏิบัติล้วน คือสูตรเดียว กับตัวอย่างคำนวณสี่ตลาดแบบทีละขั้น ส่วนภาพรวมของการบริหารความเสี่ยงอ่านต่อได้ในคู่มือบริหารความเสี่ยงของเว็บ

สูตรเดียวที่ใช้ได้ทุกตลาด

หัวใจของเรื่องนี้คือประโยคเดียว เรากำหนดว่าจะยอมเสียเท่าไหร่ก่อน แล้วค่อยให้ตัวเลขนั้นบอกว่าไม้ควรใหญ่แค่ไหน

สูตรคำนวณขนาดไม้ ใช้ได้กับค่าเงิน ทองคำ หุ้น และคริปโต เปลี่ยนแค่หน่วย ขนาดไม้ = เงินที่ยอมเสีย ÷ (ระยะจุดตัดขาดทุน × มูลค่าต่อหนึ่งหน่วย) เงินที่ยอมเสีย = ขนาดพอร์ต × เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อไม้ กำหนดเอง เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง กราฟบอก ระยะจุดตัดขาดทุน ผลลัพธ์ ขนาดไม้ที่ควรเป็น

จุดที่คนส่วนใหญ่ทำสลับกันคือ เลือกขนาดไม้ก่อนแล้วค่อยหาที่วางจุดตัดขาดทุนให้พอดีกับที่ใจรับได้ วิธีนั้นทำให้จุดตัดขาดทุนไปอยู่ในที่ที่ราคาแวะได้ง่าย ๆ และโดนเขี่ยออกก่อนที่แผนจะได้ทำงาน

ส่วนเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อไม้ แนวปฏิบัติที่ยอมรับกันทั่วไปคือ 1-2% ของพอร์ตต่อหนึ่งไม้ และเหตุผลไม่ใช่เรื่องความขี้กลัว แต่เป็นคณิตศาสตร์ล้วน ๆ

แพ้ติดกัน 10 ไม้ เหลือเงินเท่าไหร่ คำนวณจากพอร์ตเริ่มต้น 100 หน่วย · ทบผลลัพธ์ต่อเนื่อง เสี่ยง 1%เหลือ 90.4 เสี่ยง 2%เหลือ 81.7 เสี่ยง 5%เหลือ 59.9 พอร์ตที่เหลือ 59.9 ต้องทำกำไร 67% เพื่อกลับไปที่เดิม ส่วน 90.4 ต้องการแค่ 11%

แพ้ติดกันสิบไม้ไม่ใช่เรื่องประหลาด ระบบที่ชนะ 50% ก็เจอได้เป็นปกติถ้าเทรดจำนวนมากพอ ความต่างอยู่ที่ว่าตอนเจอแล้ว พอร์ตยังอยู่ในสภาพที่เทรดต่อได้หรือไม่

ตัวอย่างที่ 1 — ทองคำ (XAU/USD)

บัญชี 5,000 ดอลลาร์ · เสี่ยง 1% ต่อไม้ = 50 ดอลลาร์ · แผนคือเข้าที่ 4,420 วางจุดตัดขาดทุนที่ 4,412 ระยะห่าง 8 ดอลลาร์

สัญญามาตรฐานของทองคำเท่ากับ 100 ออนซ์ แปลว่าถ้าถือ 1 ล็อต ราคาขยับ 1 ดอลลาร์ พอร์ตขยับ 100 ดอลลาร์

แทนค่า: 50 ÷ (8 × 100) = 0.0625 ล็อต ปัดลงเป็น 0.06 ล็อต

ตรวจย้อน: ถ้าโดนตัดขาดทุนจริง จะเสีย 8 × 100 × 0.06 = 48 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าเพดาน 50 ที่ตั้งไว้ ผ่าน

ตัวอย่างที่ 2 — ค่าเงิน (EUR/USD)

บัญชี 5,000 ดอลลาร์ · เสี่ยง 1% = 50 ดอลลาร์ · จุดตัดขาดทุนห่าง 25 จุด (pip)

สำหรับคู่ที่ลงท้ายด้วยดอลลาร์ ขนาด 1 ล็อตมาตรฐาน (100,000 หน่วย) มูลค่าต่อจุดคือ 10 ดอลลาร์

แทนค่า: 50 ÷ (25 × 10) = 0.20 ล็อต

สังเกตว่าถ้าแผนเดิมแต่จุดตัดขาดทุนห่าง 50 จุด ขนาดไม้จะเหลือครึ่งเดียวทันที คือ 0.10 ล็อต นี่คือหลักการสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ จุดตัดขาดทุนกว้างขึ้นเท่าไหร่ ไม้ต้องเล็กลงเท่านั้น เพื่อให้เงินที่เสี่ยงจริงเท่าเดิม

ความเสี่ยงเท่ากัน แต่ขนาดไม้ไม่เท่ากัน บัญชี 5,000 ดอลลาร์ · ยอมเสีย 50 ดอลลาร์ต่อไม้ · EUR/USD จุดตัดขาดทุน 25 จุด 0.20 ล็อต เสี่ยงจริง 50 ดอลลาร์ จุดตัดขาดทุน 50 จุด 0.10 ล็อต เสี่ยงจริง 50 ดอลลาร์ จุดตัดขาดทุน 100 จุด 0.05 ล็อต เสี่ยงจริง 50 ดอลลาร์ กราฟเป็นคนกำหนดระยะ ส่วนเราเป็นคนกำหนดเงิน ขนาดไม้จึงเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ตัวเลือก

ตัวอย่างที่ 3 — หุ้นไทย

พอร์ต 500,000 บาท · เสี่ยง 1% = 5,000 บาท · ซื้อที่ 25.00 บาท วางจุดตัดขาดทุนที่ 23.50 บาท ห่าง 1.50 บาทต่อหุ้น

แทนค่า: 5,000 ÷ 1.50 = 3,333 หุ้น

หุ้นไทยซื้อขายเป็นหน่วยละ 100 หุ้น จึงปัด ลง เป็น 3,300 หุ้น คิดเป็นเงินลงทุน 82,500 บาท หรือราว 16.5% ของพอร์ต

ข้อสังเกตที่สำคัญคือ เงินที่ใช้ซื้อ กับเงินที่เสี่ยง เป็นคนละตัวเลข ที่ลงไป 82,500 บาท แต่ถ้าแผนทำงานตามที่วางไว้ เงินที่จะเสียจริงคือราว 4,950 บาทเท่านั้น คนจำนวนมากสับสนสองตัวนี้ แล้วสรุปว่าตัวเองเสี่ยงน้อยเพราะใช้เงินน้อย ทั้งที่จุดตัดขาดทุนกว้างจนเสียหนักกว่าที่คิด

ตัวอย่างที่ 4 — คริปโต

พอร์ต 2,000 ดอลลาร์ · เสี่ยง 1% = 20 ดอลลาร์ · เข้าที่ 100,000 วางจุดตัดขาดทุนที่ 96,000 ห่าง 4,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งเหรียญ

แทนค่า: 20 ÷ 4,000 = 0.005 เหรียญ คิดเป็นมูลค่า 500 ดอลลาร์

ตลาดคริปโตเป็นที่ที่สูตรนี้ถูกละเลยบ่อยที่สุด เพราะราคาเหวี่ยงกว้างทำให้จุดตัดขาดทุนต้องห่าง พอห่างแล้วขนาดที่ได้จะเล็กจนหลายคนรู้สึกว่า "ซื้อไปก็ไม่ได้อะไร" แล้วเพิ่มขนาดเอง ซึ่งเท่ากับยกเลิกการคำนวณทั้งหมดที่ทำมา

พอร์ตโตหรือหดแล้วปรับยังไง

มีสองวิธีที่ใช้กันจริง วิธีแรกคือ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตปัจจุบันเสมอ พอร์ตโตขึ้นไม้ก็ใหญ่ขึ้นเองตามสัดส่วน พอร์ตหดไม้ก็เล็กลงเอง วิธีนี้ทำให้ช่วงขาดทุนติดกันค่อย ๆ เบาลงโดยอัตโนมัติ เพราะ 1% ของพอร์ตที่เล็กลงก็คือเงินที่น้อยลง

วิธีที่สองคือ ตรึงฐานไว้ที่ยอดต้นเดือนหรือต้นไตรมาส แล้วคำนวณทุกไม้จากฐานนั้นตลอดช่วง ข้อดีคือขนาดไม้ไม่แกว่งรายวันจนสับสน ข้อเสียคือถ้าพอร์ตหดไปมากระหว่างทาง ความเสี่ยงจริงต่อไม้จะสูงกว่าที่ตั้งใจ

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม วิธีแรกปลอดภัยกว่าชัดเจน เพราะมันบังคับให้ตัวเองเบามือในช่วงที่ผลงานกำลังแย่ ซึ่งเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่มีสัญชาตญาณอยากทำตรงกันข้าม

สี่ข้อที่ทำให้การคำนวณพัง

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย ปัดขึ้น — ได้ 0.0625 แล้วใส่ 0.07 เพราะดูกลม ๆ · เท่ากับเสี่ยงเกินเพดานทุกไม้ ลืมต้นทุน — ส่วนต่างราคาและค่าคอมมิชชันทำให้ขาดทุนจริงมากกว่าที่คำนวณ นับมาร์จิ้นเป็นความเสี่ยง — เงินค้ำประกันไม่ใช่เงินที่จะเสีย สองตัวนี้คนละเรื่อง เปิดหลายไม้ที่วิ่งทางเดียวกัน — สามไม้ละ 1% ในสินทรัพย์ที่สัมพันธ์กัน คือเสี่ยง 3%

ข้อสุดท้ายสำคัญเป็นพิเศษ การเปิดพร้อมกันสามไม้ในสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวตามกัน เช่น ทองคำ เงิน และค่าเงินที่อิงดอลลาร์ ไม่ใช่การกระจายความเสี่ยง แต่คือ การเดิมพันเรื่องเดียวกันสามครั้ง เวลาผิดทางมันจะผิดพร้อมกัน

ทางแก้คือกำหนดเพดานรวมไว้ด้วย เช่น ความเสี่ยงเปิดพร้อมกันทั้งพอร์ตไม่เกิน 3-4% แล้วแบ่งงบนั้นไปตามไม้ที่เปิด

สุดท้าย ให้คำนวณขนาดไม้ ก่อน เข้าเสมอ และถ้าตัวเลขที่ได้ออกมาเล็กจนรู้สึกไม่คุ้ม นั่นไม่ใช่สัญญาณให้เพิ่มขนาด แต่เป็นสัญญาณว่าระยะจุดตัดขาดทุนของแผนนี้กว้างเกินไปสำหรับพอร์ตขนาดนี้ ซึ่งแปลว่าควรมองหาจังหวะที่จุดเข้าอยู่ใกล้จุดตัดขาดทุนมากกว่านี้ ไม่ใช่ฝืนเข้าด้วยไม้ที่ใหญ่เกินตัว

สิ่งที่ต้องจำ

  • สูตรเดียวใช้ได้ทุกตลาด ขนาดไม้ = เงินที่ยอมเสีย ÷ (ระยะจุดตัดขาดทุน × มูลค่าต่อหน่วย)
  • กำหนดเงินที่ยอมเสียก่อน แล้วให้ตัวเลขบอกขนาดไม้ ไม่ใช่เลือกขนาดไม้ก่อนแล้วหาที่วางจุดตัดขาดทุน
  • เสี่ยง 1-2% ต่อไม้ เพราะแพ้ติด 10 ไม้: เสี่ยง 1% เหลือ 90.4 · 2% เหลือ 81.7 · 5% เหลือ 59.9 ซึ่งต้องทำกำไร 67% เพื่อกลับที่เดิม
  • ตัวอย่างทองคำ บัญชี 5,000 เสี่ยง 1% จุดตัดขาดทุน 8 ดอลลาร์ · 50 ÷ (8 × 100) = 0.06 ล็อต
  • ตัวอย่างหุ้นไทย พอร์ต 500,000 เสี่ยง 1% ระยะ 1.50 บาท/หุ้น · 5,000 ÷ 1.50 = 3,300 หุ้น (ปัดลงให้ครบหน่วย 100)
  • เงินที่ใช้ซื้อ ไม่ใช่เงินที่เสี่ยง และมาร์จิ้นก็ไม่ใช่ความเสี่ยง สองคู่นี้คนละตัวเลขกัน
  • พอร์ตโตหรือหด ให้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตปัจจุบันเสมอ ไม้จะเล็กลงเองในช่วงที่กำลังแย่
  • จุดตัดขาดทุนกว้างขึ้น ไม้ต้องเล็กลง ถ้าขนาดที่คำนวณได้เล็กจนไม่คุ้ม ให้เปลี่ยนจังหวะเข้า ไม่ใช่เพิ่มขนาด

คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติที่คำนวณขึ้นเพื่อประกอบคำอธิบาย ขนาดสัญญา มูลค่าต่อจุด ค่าธรรมเนียม และหน่วยการซื้อขายจริงแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการและตลาด การคำนวณขนาดไม้ช่วยจำกัดความเสียหายตามแผนได้ แต่ไม่รับประกันว่าคำสั่งจะทำงานที่ราคาที่ตั้งไว้เมื่อตลาดกระโดด ผู้อ่านควรตรวจสอบเงื่อนไขจริงและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Reversal Trading — เทรดจังหวะกลับตัวให้ปลอดภัย ตั้งแต่ยืนยันจนถึงปิดไม้ กลยุทธ์การเทรด

Reversal Trading — เทรดจังหวะกลับตัวให้ปลอดภัย ตั้งแต่ยืนยันจนถึงปิดไม้

เส้นแบ่งระหว่าง ราคากำลังกลับตัว กับ ราคาแค่พักก่อนไปต่อ นั้นบางมาก บทความนี้รวมเป็นขั้นตอนเดียวตั้งแต่เช็กลิสต์ยืนยัน จุดเข้า จุดตัดขาดทุน ถึงเป้าหมาย

ทีมงาน · 22/09/2026
Grid & Martingale — กลยุทธ์ที่กำไรเรื่อย ๆ จนล้างพอร์ตวันเดียว กลยุทธ์การเทรด

Grid & Martingale — กลยุทธ์ที่กำไรเรื่อย ๆ จนล้างพอร์ตวันเดียว

ระบบที่ชนะ 95 ไม้จาก 100 ไม้ แต่ล้างพอร์ตในไม้เดียว — เปิดคณิตศาสตร์ที่ทำให้กลยุทธ์นี้จบแบบเดียวเสมอ

ทีมงาน · 20/09/2026
Trade Management — จัดการไม้หลังเข้าออเดอร์ กลยุทธ์การเทรด

Trade Management — จัดการไม้หลังเข้าออเดอร์

เลื่อน SL มาที่ทุนดีจริงหรือไม่ กางตัวเลขให้ดูว่าการจัดการไม้แบบไหนทำให้ระบบดีขึ้น และแบบไหนที่กำลังกินกำไรโดยไม่รู้ตัว

ทีมงาน · 20/09/2026