มีสองประโยคที่เทรดเดอร์พูดกับตัวเองบ่อยมาก ประโยคแรกคือ "ตัวนี้เคยทำเจ็บมาแล้ว ไม่เอาดีกว่า" ประโยคที่สองคือ "ปิดตอนนี้เดี๋ยวมันวิ่งต่อ แล้วจะเสียใจ"
ทั้งสองประโยคไม่ได้พูดถึงความน่าจะเป็น ไม่ได้พูดถึงเงื่อนไขของระบบ แต่พูดถึง ความรู้สึกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
นี่คือ regret aversion หรือการหลีกเลี่ยงความเสียใจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่นักเศรษฐศาสตร์อธิบายไว้ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 ว่าคนไม่ได้เลือกสิ่งที่ให้ผลลัพธ์คาดหวังดีที่สุดเสมอไป แต่เลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองเสียใจน้อยที่สุดในกรณีที่ผิดพลาด
หลักฐานจากบัญชีเทรดจริง ไม่ใช่แค่ในห้องทดลอง
งานที่ชัดที่สุดในเรื่องนี้คือ "Once Burned, Twice Shy" ของมิเชล สตราฮีเลวิตซ์ เทอร์เรนซ์ โอดีน และแบรด บาร์เบอร์ ตีพิมพ์ใน Journal of Marketing Research ปี 2011
ทีมวิจัยดูข้อมูลบัญชีจริง ทั้งจากโบรกเกอร์ส่วนลดราว 66,000 บัญชี ช่วงปี 1991 ถึง 1996 และโบรกเกอร์รายย่อยขนาดใหญ่อีกหลายแสนบัญชีจนถึงกลางปี 1999 โดยตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า คนเรากลับไปซื้อหุ้นที่ตัวเองเคยขายไปแล้วหรือไม่ และขึ้นอยู่กับอะไร
ผลที่ได้บอกสองเรื่อง
เรื่องแรก คนกลับไปซื้อหุ้นที่เคยทำกำไรให้ในอัตราราวสองเท่าของหุ้นที่เคยทำให้ขาดทุน ทั้งที่ผลการเทรดครั้งก่อนของเราไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับโอกาสของหุ้นตัวนั้นในวันนี้
เรื่องที่สอง คนเลี่ยงที่จะซื้อหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นไปหลังจากตัวเองขาย เพราะการซื้อกลับในราคาแพงกว่าที่เคยขาย เท่ากับยอมรับกับตัวเองเต็ม ๆ ว่าขายผิดจังหวะ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่คนอยากหลบมากกว่าอยากเผชิญ
ความเสียใจสองแบบที่ไม่เท่ากันในใจเรา
สิ่งที่ทำให้อคตินี้ทรงพลังคือ ความเสียใจจากการลงมือแล้วผิด รู้สึกหนักกว่าความเสียใจจากการไม่ได้ลงมือ ทั้งที่ผลทางตัวเลขอาจเท่ากัน
ความไม่สมดุลนี้ทำให้พฤติกรรมเอียงไปทางไม่ทำ เพราะการไม่ทำไม่ทิ้งหลักฐานไว้ในรายงานผลการเทรด ส่วนการทำแล้วผิดมีบรรทัดสีแดงเป็นหลักฐานทุกครั้ง
ข้อควรรู้เพิ่มคือ มีงานวิจัยเก่าที่เสนอว่าเมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ คนกลับเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่ทำ แต่การทดลองซ้ำในยุคหลังให้ผลไม่ตรงกันทุกชุด จึงควรถือว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเด็ดขาด สิ่งที่ยืนยันได้ชัดกว่าคือพฤติกรรมในข้อมูลบัญชีจริงที่เห็นด้านบน
สี่อาการที่เห็นได้ในห้องเทรด
อาการที่อันตรายที่สุดคือข้อสอง เพราะมันเปลี่ยนความเสียหายที่ควรจำกัดไว้ ให้กลายเป็นความเสียหายที่ไม่มีเพดาน เพียงเพื่อหลบความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในอีกสิบนาทีข้างหน้า
ส่วนข้อหนึ่งกับข้อสี่มีต้นทุนที่มองไม่เห็น คือ ไม้ที่ควรเข้าแต่ไม่ได้เข้าไม่เคยปรากฏในรายงานผล ระบบจึงดูเหมือนทำงานได้แย่กว่าความจริง และคนก็สรุปว่าระบบใช้ไม่ได้ ทั้งที่สิ่งที่ใช้ไม่ได้คือการเลือกหยิบเฉพาะไม้ที่รู้สึกสบายใจ
ทำไมสมองถึงเลือกแบบนี้
กลไกเบื้องหลังคือการที่เราเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นจริง กับผลที่ "น่าจะเป็น" ถ้าเลือกอีกทาง ยิ่งภาพของทางเลือกอีกทางชัดเท่าไหร่ ความเสียใจก็ยิ่งแรงขึ้นเท่านั้น
การเทรดเป็นสนามที่ภาพนั้นชัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะหลังจบไม้ กราฟจะแสดงให้เห็นเต็ม ๆ ว่าถ้าอดทนอีกสิบนาทีจะเกิดอะไร หรือถ้าไม่เข้าจะประหยัดเงินไปเท่าไหร่ ข้อมูลชุดนี้ไม่มีในการตัดสินใจเรื่องอื่นของชีวิต และมันคือเชื้อเพลิงชั้นดีของความเสียใจ
สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองคือ ภาพที่เห็นหลังจบเกมไม่ใช่ข้อมูลที่เรามีตอนตัดสินใจ การเอามันมาตัดสินการตัดสินใจของตัวเองย้อนหลัง จึงเป็นการให้คะแนนด้วยข้อสอบคนละชุด
วิธีจัดการที่ทำได้จริง
หนึ่ง ตัดสินใจล่วงหน้าเป็นเงื่อนไข เขียนไว้ก่อนตลาดเปิดว่า "ถ้าเกิด ก ให้ทำ ข" แล้วทำตามโดยไม่ต้องตัดสินใจใหม่ในนาทีนั้น เพราะความกลัวเสียใจทำงานหนักที่สุดตอนที่ต้องเลือกสด ๆ หน้าจอ
สอง แยกคุณภาพการตัดสินใจออกจากผลลัพธ์ ไม้ที่เข้าถูกตามระบบแล้วขาดทุน คือไม้ที่ทำถูก ส่วนไม้ที่ข้ามแล้วบังเอิญรอด คือการทำผิดที่โชคช่วย ถ้าตัดสินตัวเองด้วยผลอย่างเดียว สมองจะเรียนรู้ผิดทุกครั้ง
สาม บันทึกไม้ที่ไม่ได้เข้าด้วย จดสัญญาณที่ตรงเงื่อนไขแต่ตัวเองข้าม พร้อมเหตุผลที่ข้าม แล้วดูย้อนหลังทุกเดือน วิธีนี้ทำให้ต้นทุนของการไม่ทำปรากฏเป็นตัวเลข แทนที่จะหายไปเงียบ ๆ
สี่ ถ้ากลัวจนไม่กล้าเข้า ให้ลดขนาดแทนการข้าม เข้าที่ครึ่งหนึ่งของขนาดปกติยังรักษาวินัยของระบบไว้ได้ ดีกว่าข้ามทั้งไม้แล้วมานั่งเสียดาย ซึ่งจะยิ่งทำให้รอบถัดไปตัดสินใจด้วยอารมณ์มากขึ้น
ห้า อย่าใช้ผลการเทรดครั้งก่อนกับสินทรัพย์นั้นเป็นเกณฑ์ ตลาดไม่รู้ว่าเราเคยขาดทุนกับมัน และไม่ได้จำว่าเราเคยขายไปที่ราคาเท่าไหร่ ราคาที่เราเคยขายเป็นข้อมูลเกี่ยวกับอดีตของเรา ไม่ใช่ข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตของมัน
สิ่งที่ต้องจำ
- Regret aversion คือการเลือกทางที่ทำให้เสียใจน้อยที่สุด แทนที่จะเลือกทางที่ให้ผลคาดหวังดีที่สุด
- ✅ Strahilevitz, Odean & Barber (2011, JMR) ข้อมูลบัญชีจริงพบว่ากลับไปซื้อหุ้นที่เคยขายได้กำไร 3.54% เทียบกับเคยขายขาดทุน 1.55% ราวสองเท่า
- ✅ งานเดียวกันพบ คนซื้อซ้ำหุ้นที่ราคาลดลงหลังขาย 3.70% แต่ซื้อซ้ำหุ้นที่ราคาขึ้นหลังขายเพียง 2.11%
- ความเสียใจจากการลงมือรู้สึกหนักกว่าการไม่ลงมือ เพราะการไม่ทำไม่ทิ้งบรรทัดสีแดงไว้ให้เห็น
- สี่อาการ ข้ามสัญญาณที่ตรงเงื่อนไข · เลื่อนจุดตัดขาดทุน · ปิดกำไรเร็วกว่าแผน · หยุดเทรดเพราะกลัวผิดซ้ำ
- ✅ วิธีแก้ ตัดสินใจล่วงหน้าเป็นเงื่อนไข · แยกคุณภาพการตัดสินใจจากผลลัพธ์ · จดไม้ที่ไม่ได้เข้า · ลดขนาดแทนการข้าม · ไม่ใช้ผลครั้งก่อนกับสินทรัพย์นั้นเป็นเกณฑ์
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาสำหรับผู้ที่สนใจการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด งานวิจัยที่อ้างถึงศึกษาข้อมูลบัญชีในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งอาจต่างจากพฤติกรรมในตลาดและช่วงเวลาอื่น ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ