ระบบที่เคยทำเงินได้ดีเมื่อปีก่อน ช่วงหลังเริ่มขาดทุนติดกันหลายเดือน ตลาดเปลี่ยนจากวิ่งเป็นเทรนด์มาเป็นแกว่งในกรอบ แต่เราก็ยังใช้ค่าตั้งเดิม ขนาดไม้เดิม วิธีเดิม เพราะ "มันเคยได้ผล" หรือเพราะยังไม่มีแรงจูงใจมากพอจะเปลี่ยน
แนวโน้มที่จะอยู่กับสิ่งเดิมต่อไป แม้ทางเลือกอื่นอาจดีกว่า เรียกว่า status quo bias หรืออคติที่อยากคงสภาพเดิม
ความยากของอคตินี้คือ การไม่เปลี่ยนแปลงไม่รู้สึกเหมือนเป็นการตัดสินใจ มันรู้สึกเหมือนการรอดูไปก่อน ทั้งที่ทุกวันที่ปล่อยไว้ เราได้เลือกไปแล้วว่าจะอยู่ที่เดิม
คนส่วนใหญ่ไม่เคยแตะพอร์ตเกษียณของตัวเองเลย
คำว่า status quo bias มาจากงานของวิลเลียม ซามูเอลสัน และริชาร์ด เซคเฮาเซอร์ ตีพิมพ์ปี 1988 ในวารสาร Journal of Risk and Uncertainty นอกจากการทดลองด้วยแบบสอบถามแล้ว ทั้งคู่ยังยกข้อมูลจริงจากกองทุนเกษียณ TIAA-CREF ของสหรัฐฯ ซึ่งตอนนั้นมีสมาชิกราว 850,000 คน
จากการสำรวจ มีสมาชิกเพียง 28% ที่เคยเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนตลอดช่วงที่เป็นสมาชิก และในแต่ละปีมีคนเปลี่ยนเพียงราว 2.5% ทั้งที่ช่วงเวลาหลายสิบปี ทั้งตลาด อายุ และเป้าหมายของแต่ละคนย่อมเปลี่ยนไปมาก
งานเดียวกันยังยกตัวอย่างพนักงานมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดราว 9,185 คนที่ต้องเลือกประกันสุขภาพ พบว่าในแต่ละปีมีคนเปลี่ยนแผนเพียงราว 3% แม้จะมีตัวเลือกให้ถึงแปดแผน
แค่เปลี่ยนค่าเริ่มต้น พฤติกรรมก็เปลี่ยนตาม
หลักฐานที่ทรงพลังที่สุดมาจากงานของบริจิตต์ แมเดรียน และเดนนิส เชีย ตีพิมพ์ปี 2001 ในวารสาร Quarterly Journal of Economics บริษัทแห่งหนึ่งเปลี่ยนแผนออมเงินเกษียณ จากเดิมที่พนักงานต้องสมัครเอง เป็นสมัครให้อัตโนมัติ ใครไม่อยากเข้าต้องแจ้งออก เงื่อนไขอื่นเหมือนเดิมทุกอย่าง
ผลคือ สัดส่วนผู้เข้าร่วมกระโดดจาก 37% เป็น 86% เรื่องที่น่าคิดกว่านั้นคือ ค่าเริ่มต้นของบริษัทกำหนดให้ออม 3% ของเงินเดือน และลงทุนในกองทุนตลาดเงินทั้งหมด พนักงานรุ่นก่อนที่ต้องเลือกเองมีเพียงราว 1% ที่เลือกแบบนี้ แต่ในรุ่นที่สมัครอัตโนมัติ 61% อยู่ที่ค่าเริ่มต้นนั้นทุกอย่าง
แปลว่าคนจำนวนมากไม่ได้เลือกเพราะคิดแล้วว่าเหมาะ แต่อยู่ตรงนั้นเพราะมันเป็นค่าที่ถูกตั้งไว้ให้
ต่างจากการยึดติดของในมือ และการเสียดายต้นทุนจม
อคตินี้ใกล้เคียงกับเรื่องอื่นในหมวดจิตวิทยา แต่ต้นเหตุต่างกัน Endowment effect คือการตีค่าของที่ถืออยู่สูงเกิน Sunk cost คือการไม่ยอมถอยเพราะลงแรงไปแล้ว ส่วน status quo bias คือความชอบที่จะไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่าสิ่งเดิมจะเป็นของเราหรือไม่ และไม่ว่าจะลงทุนอะไรไปแล้วหรือยัง
ตัวอย่างข้างบนคือหลักฐาน พนักงานไม่ได้เป็นเจ้าของค่าเริ่มต้น และไม่ได้ลงแรงอะไรกับมันเลย แต่ก็ยังอยู่ตรงนั้นเป็นส่วนใหญ่
หน้าตาของการติดอยู่กับที่เดิมในการเทรด
อาการที่สองอันตรายที่สุดในแง่ตัวเลข ถ้าพอร์ตลดลงไปมาก แต่ยังเปิดไม้ขนาดเท่าเดิม ความเสี่ยงต่อไม้เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ
อาการที่สามเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม คนส่วนใหญ่ถือไม้ต่อจนกว่าจะเจอเหตุผลให้ปิด ทั้งที่คำถามที่ควรถามทุกวันคือ ถ้ายังไม่มีไม้นี้ จะเปิดไหม ถ้าไม่ เหตุผลที่ยังถืออยู่ก็อาจเป็นแค่ความเฉื่อย
แต่การเปลี่ยนบ่อยก็ไม่ใช่คำตอบ
ต้องระวังไม่ให้แก้ปัญหาหนึ่งแล้วไปสร้างอีกปัญหา การเปลี่ยนระบบทุกครั้งที่ขาดทุนสองสามไม้ก็เป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยไม่แพ้กัน เพราะทุกระบบมีช่วงขาดทุนติดกันเป็นเรื่องปกติ
เส้นแบ่งอยู่ที่ เหตุผล ไม่ใช่ความถี่ การอยู่กับระบบเดิมเพราะตรวจแล้วว่ายังทำงานตามที่ควร คือวินัย ส่วนการอยู่กับระบบเดิมเพราะไม่เคยตรวจเลย คือความเฉื่อย
วิธีทำให้การคงสภาพเดิมเป็นการตัดสินใจจริง
หนึ่ง นัดทบทวนตามปฏิทิน อคตินี้ชนะเพราะไม่มีจังหวะให้ต้องตัดสินใจ การกำหนดวันทบทวนไว้ล่วงหน้า เช่น ทุกสิ้นเดือน ทำให้การคงสภาพเดิมกลายเป็นสิ่งที่ต้องเลือกอย่างตั้งใจ
สอง เขียนเกณฑ์ปรับไว้ก่อน เช่น ถ้าขาดทุนสะสมเกินค่าที่เคยเกิดในการทดสอบย้อนหลัง หรืออัตราชนะต่ำกว่าที่ทดสอบไว้ต่อเนื่องหลายเดือน ต้องหยุดตรวจ เกณฑ์ที่เขียนไว้ตอนใจเป็นกลางช่วยตัดทั้งความเฉื่อยและการเปลี่ยนตามอารมณ์
สาม คิดขนาดไม้ใหม่ทุกครั้ง อย่าจำขนาดไม้เป็นตัวเลขตายตัว ให้คำนวณจากยอดพอร์ตปัจจุบันและระยะตัดขาดทุนทุกไม้ ความเสี่ยงต่อไม้จะคงที่เป็นเปอร์เซ็นต์โดยอัตโนมัติ
สี่ ใช้พลังของค่าเริ่มต้นให้เป็นประโยชน์ จากงานของแมเดรียนกับเชีย คนมักอยู่กับค่าที่ตั้งไว้ ก็ตั้งค่าเริ่มต้นในแพลตฟอร์มให้ปลอดภัยไว้ก่อน เช่น ให้ทุกไม้มีจุดตัดขาดทุนและขนาดไม้ตามสูตร ความเฉื่อยจะกลายเป็นตัวช่วยแทน
ห้า ทดลองเล็ก ๆ ความกลัวการเปลี่ยนแปลงลดลงมากเมื่อไม่ต้องเปลี่ยนทีเดียวทั้งหมด ลองแนวทางใหม่ด้วยไม้ขนาดเล็กหรือบัญชีทดลองควบคู่ไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจจากตัวเลข
สิ่งที่ต้องจำ
- Status quo bias คือแนวโน้มที่จะอยู่กับสิ่งเดิมหรือค่าที่ถูกตั้งไว้ แม้ทางเลือกอื่นอาจดีกว่า
- ✅ Samuelson & Zeckhauser (1988) สมาชิกกองทุนเกษียณ TIAA-CREF เคยปรับสัดส่วนเพียง 28% และปรับในแต่ละปีราว 2.5%
- ✅ Madrian & Shea (2001) เปลี่ยนเป็นสมัครอัตโนมัติ ผู้เข้าร่วมเพิ่มจาก 37% เป็น 86% และ 61% อยู่ที่ค่าเริ่มต้นทุกอย่าง ขณะที่รุ่นก่อนเลือกแบบนี้เองเพียงราว 1%
- ต่างจาก Endowment และ Sunk cost เพราะเป็นความชอบที่จะไม่เปลี่ยน แม้ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือลงแรงอะไรไป
- สี่อาการ ใช้ค่าตั้งเดิมทั้งที่ตลาดเปลี่ยน · ขนาดไม้ไม่ขยับตามพอร์ต · ถือต่อเพราะยังไม่มีเหตุให้ปิด · ใช้ค่ามาตรฐานโดยไม่ตั้งคำถาม
- ✅ วิธีแก้ นัดทบทวนตามปฏิทิน · เขียนเกณฑ์ปรับไว้ก่อน · คิดขนาดไม้ใหม่ทุกครั้ง · ตั้งค่าเริ่มต้นให้ปลอดภัย · ทดลองเล็ก ๆ ก่อน
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาสำหรับผู้ที่สนใจการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด งานวิจัยที่อ้างถึงศึกษาข้อมูลในสหรัฐอเมริกาช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจต่างจากตลาดและบริบทอื่น ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ