เวลาอ่านเรื่องโครงสร้างตลาด เราจะเจอคำว่า Higher High, Higher Low, Break of Structure อยู่ตลอด ทุกแนวคิดเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือ จุดสวิง (swing point) ถ้าหาจุดสวิงผิดตั้งแต่ต้น การอ่านโครงสร้างที่ตามมาก็ผิดทั้งหมด
ปัญหาที่มือใหม่เจอบ่อยคือ ทุกยอดเล็กยอดน้อยบนกราฟดูเหมือนจุดสวิงไปหมด บทความนี้จะให้วิธีหาจุดสวิงที่ชัดเจนและทำซ้ำได้ ไม่ต้องพึ่งความรู้สึก
Swing High กับ Swing Low คืออะไร
Swing High คือยอดที่ราคาขึ้นไปแล้วกลับลง จุดนั้นสูงกว่าแท่งรอบข้าง ส่วน Swing Low คือก้นที่ราคาลงไปแล้วเด้งขึ้น จุดนั้นต่ำกว่าแท่งรอบข้าง พูดง่าย ๆ ก็คือ "จุดที่ราคาเปลี่ยนทิศ" นั่นเอง
จุดสวิงเหล่านี้คือร่องรอยการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย Swing High บอกว่าตรงนั้นผู้ขายชนะชั่วคราว Swing Low บอกว่าตรงนั้นผู้ซื้อชนะชั่วคราว พอเรียงจุดเหล่านี้ต่อกัน ก็จะเห็นโครงสร้างของตลาด
นิยามแบบ 5 แท่ง ช่วยตัดความรู้สึกออก
วิธีที่นิยมและเป็นรูปธรรมที่สุดคือนิยามของบิล วิลเลียมส์ (Bill Williams) ที่ใช้ในอินดิเคเตอร์ Fractals บน MetaTrader และ TradingView
นิยามคือ Swing High เกิดเมื่อมีแท่งต่อเนื่องกันอย่างน้อย 5 แท่ง โดยแท่งกลางมี High สูงที่สุด และสองแท่งทางซ้ายกับสองแท่งทางขวามี High ต่ำกว่า ส่วน Swing Low คือภาพกลับด้าน แท่งกลางมี Low ต่ำที่สุด ขนาบด้วยแท่งที่มี Low สูงกว่าข้างละสองแท่ง
ข้อดีของนิยามนี้คือคนสองคนดูกราฟเดียวกันจะได้จุดสวิงตรงกัน ข้อที่ต้องรู้คือ จุดสวิงจะยืนยันได้ก็ต่อเมื่อแท่งขวาสองแท่งปิดแล้ว แปลว่าเราจะรู้ว่ายอดนั้นเป็น Swing High ช้ากว่าความจริงสองแท่งเสมอ ใครที่เห็นสัญลักษณ์ Fractals โผล่แล้วหายบนกราฟ ก็เพราะแท่งปัจจุบันยังไม่ปิดนั่นเอง
จุดสวิงย่อย กับจุดสวิงหลัก
นิยาม 5 แท่งให้จุดสวิงจำนวนมาก บางจุดเป็นแค่การแกว่งเล็ก ๆ ไม่มีความหมายต่อโครงสร้างใหญ่ ทางแก้คือแยกให้ออกว่าจุดไหนเป็น จุดสวิงหลัก (major) จุดไหนเป็น จุดสวิงย่อย (minor)
จุดสวิงหลักคือจุดที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวชัดเจน เช่น ยอดที่ราคาย่อลงมาลึกพอสมควรก่อนจะขึ้นต่อ หรือก้นที่ราคาเด้งขึ้นจนทำยอดใหม่ได้ ส่วนจุดสวิงย่อยเป็นการแกว่งเล็ก ๆ ระหว่างทาง
หลักง่าย ๆ สามข้อช่วยแยกได้
ดูระยะที่ราคาวิ่งหนี ยิ่งราคาวิ่งออกจากจุดนั้นไกล จุดนั้นยิ่งสำคัญ บางคนใช้เกณฑ์เช่น ต้องวิ่งหนีอย่างน้อยหนึ่งเท่าของ ATR (ทบทวนได้ในบท ATR) จึงนับเป็นจุดสวิงหลัก
ดูว่าทำให้เกิดอะไรตามมา Swing Low ที่ทำให้ราคาขึ้นไปทำ Higher High ได้ คือก้นที่ผู้ซื้อป้องกันจริง จึงเป็นจุดสวิงหลัก
ดูจากไทม์เฟรมใหญ่ จุดสวิงย่อยในกราฟ 15 นาที อาจมองไม่เห็นเลยในกราฟ 4 ชั่วโมง ถ้าอยากเห็นโครงสร้างหลัก ให้หาจุดสวิงในไทม์เฟรมที่ใหญ่กว่าก่อน แล้วค่อยลงมาดูรายละเอียด
ใช้จุดสวิงทำอะไรได้บ้าง
อ่านเทรนด์ เมื่อเรียงจุดสวิงหลักต่อกัน ถ้าเห็นยอดสูงขึ้นและก้นยกขึ้น ก็คือขาขึ้น ถ้ายอดต่ำลงและก้นต่ำลง ก็คือขาลง (รายละเอียดอยู่ในบท Higher High / Higher Low)
จับการเปลี่ยนเทรนด์ ในขาขึ้น Swing Low หลักล่าสุดคือจุดที่ผู้ซื้อต้องป้องกัน ถ้าราคาปิดหลุดจุดนั้นได้ โครงสร้างขาขึ้นก็เสีย ซึ่งเป็นหลักเดียวกับบท Market Structure Break
วางจุดตัดขาดทุน ถ้าเข้าซื้อในขาขึ้น จุดที่สมเหตุสมผลคือใต้ Swing Low ที่ปกป้องไม้นั้นอยู่ เพราะถ้าราคาลงไปถึงตรงนั้น เหตุผลที่เราเข้าซื้อก็หายไปแล้ว ไม่ใช่การตั้งเป็นระยะตายตัวโดยไม่ดูกราฟ
ลากเครื่องมืออื่น เทรนด์ไลน์ลากผ่านจุดสวิง Fibonacci วัดจากจุดสวิงหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แนวรับแนวต้านจำนวนมากก็คือจุดสวิงในอดีต ถ้าเลือกจุดสวิงผิด เครื่องมือทั้งหมดนี้ก็จะผิดตาม
ข้อควรระวัง
อย่าลืมว่าจุดสวิงยืนยันช้ากว่าความจริงเสมอ การรีบนับยอดที่ยังไม่ยืนยันเป็นจุดสวิงอาจทำให้อ่านโครงสร้างผิด และระวังตอนตลาดออกข้าง ที่จุดสวิงเกิดถี่และสลับไปมาจนไม่มีความหมาย ช่วงแบบนี้การอ่านกรอบราคาจะได้ประโยชน์กว่าการไล่นับ HH/HL
สิ่งที่ต้องจำ
- จุดสวิง คือจุดที่ราคาเปลี่ยนทิศ และเป็นพื้นฐานของการอ่านโครงสร้างตลาดทุกแบบ
- ✅ นิยาม 5 แท่ง (Fractals ของ Bill Williams) แท่งกลางสูงสุดหรือต่ำสุด ขนาบด้วยสองแท่งแต่ละข้าง · ยืนยันได้เมื่อแท่งขวาที่สองปิดแล้ว
- แยกหลักกับย่อย ดูระยะที่ราคาวิ่งหนี ดูผลที่ตามมา และดูจากไทม์เฟรมใหญ่
- ใช้งาน อ่านเทรนด์ · จับการเปลี่ยนเทรนด์ · วางจุดตัดขาดทุน · ลากเครื่องมืออื่น
- ระวัง นับยอดที่ยังไม่ยืนยัน และไล่นับจุดสวิงตอนตลาดออกข้าง
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด เครื่องมือทางเทคนิคไม่ได้รับประกันทิศทางราคา ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ