สัปดาห์ที่ผ่านมา (3–7 ส.ค. 2026) เป็นสัปดาห์ที่ "ข้อมูลเศรษฐกิจ" กลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดอีกครั้ง โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ของสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดมาก จนทำให้ตลาดปรับมุมมองเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของเฟดใหม่ทั้งกระดาน มาไล่ดูทีละกลุ่มสินทรัพย์กันครับ
สรุปตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา
1) ดัชนีหุ้นและหุ้นสหรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดสัปดาห์ในแดนบวกแรง และเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ โดยตลอดทั้งสัปดาห์ S&P 500 บวกราว 3.6% Dow Jones บวกราว 3.0% และ Nasdaq Composite บวกราว 5.2% นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี
ราคาปิดวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. S&P 500 ปิดที่ 7,757.64 จุด (+0.62%) ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดที่ 26,690.62 จุด (+1.3%) และ Dow Jones ปิดที่ 54,036.93 จุด (+151.83 จุด หรือ +0.28%)
อะไรทำให้หุ้นขึ้น? ตัวเลขจ้างงานเดือน ก.ค. ออกมาว่าเศรษฐกิจสหรัฐ "ลดการจ้างงาน" 23,000 ตำแหน่ง ทั้งที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 80,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงานลดลงเล็กน้อยมาที่ 4.1% (ส่วนหนึ่งเพราะคนออกจากกำลังแรงงาน) เมื่อตลาดแรงงานอ่อนแอ โอกาสที่เฟดจะ "ขึ้นดอกเบี้ย" ในการประชุมเดือนหน้าก็ลดลง ตลาดหุ้นจึงคลายความกังวลและปรับตัวขึ้น
บทเรียนสำหรับมือใหม่: ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจบางครั้งกลายเป็นข่าวดีของตลาดหุ้นได้ เพราะนักลงทุนมองข้ามไปที่ "นโยบายดอกเบี้ยที่อาจผ่อนคลายลง" ไม่ใช่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องระวังว่าถ้าเศรษฐกิจอ่อนแอต่อเนื่องจนกระทบกำไรบริษัท มุมมองนี้ก็เปลี่ยนได้เช่นกัน
2) ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์
ทองคำ (XAUUSD) เป็นดาวเด่นของสัปดาห์ ราคาปรับขึ้นราว 5–6% ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นการปิดสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. โดยราคาขยับจากบริเวณ 4,050–4,100 ดอลลาร์/ออนซ์ ช่วงต้นสัปดาห์ ขึ้นไปแตะโซน 4,340–4,350 ดอลลาร์/ออนซ์ ในวันศุกร์ (+2.4% ในวันเดียว)
ตัวขับเคลื่อนหลักมี 2 ทาง คือ (1) การคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยสหรัฐมีโอกาสไม่ขึ้นต่อ ทำให้ต้นทุนการถือทองคำ (ซึ่งไม่มีดอกผล) ลดลง และ (2) ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ทั้งนี้ระดับสูงสุดตลอดกาลของทองคำในปี 2026 ยังอยู่ที่ 5,597.23 ดอลลาร์ (29 ม.ค. 2026) ดังนั้นราคาปัจจุบันจึงยังต่ำกว่าจุดสูงสุดพอสมควร
ฝั่งน้ำมัน ราคายังผันผวนตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ วันที่ 7 ส.ค. WTI เคลื่อนไหวบริเวณ 78 ดอลลาร์/บาร์เรล และ Brent บริเวณ 82–83 ดอลลาร์/บาร์เรล โดย Brent ยังมีส่วนต่างราคา (premium) เหนือ WTI สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลางกระทบน้ำมันฝั่งยุโรป/เอเชียมากกว่าน้ำมันในสหรัฐ ขณะเดียวกันมีสัญญาณเชิงบวกว่าอิหร่าน–โอมาน–สหรัฐ ใกล้ได้ข้อสรุปกรอบข้อตกลงการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมันในทางกลับกัน
3) คริปโต
ภาพรวมคริปโตยังเป็น "ขึ้นแบบระมัดระวัง" Bitcoin (BTC) เคลื่อนไหวราว 64,900 ดอลลาร์ ณ วันศุกร์ที่ 7 ส.ค. เพิ่มขึ้นประมาณ 2.8% ในรอบสัปดาห์ แต่ยังติดอยู่ในกรอบ 62,000–66,000 ดอลลาร์มาระยะหนึ่ง ส่วน Ethereum (ETH) เคลื่อนไหวบริเวณ 1,930 ดอลลาร์ หลังขึ้นไปทดสอบ 1,981 ดอลลาร์ และเจอแนวต้านหนาแน่นในโซน 1,980–2,030 ดอลลาร์
มูลค่าตลาดคริปโตรวมอยู่ที่ประมาณ 2.19 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่กระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ยังเป็นบวก โดย ETH ETF มีเงินไหลเข้าต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ราว 49.6 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 7 ส.ค. สิ่งที่น่าสังเกตคือคริปโตยังตอบสนองต่อ "ธีมดอกเบี้ย" คล้ายหุ้นเทคโนโลยี คือเมื่อความคาดหวังดอกเบี้ยผ่อนคลายลง สินทรัพย์เสี่ยงก็ได้แรงหนุน
4) ค่าเงินและพันธบัตร
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) อ่อนค่าลงมาที่บริเวณ 99.60 ในวันศุกร์ (-0.3% ในวันเดียว) และเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดในรอบราว 3 เดือน ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่ราว 1.1567 ดอลลาร์ต่อยูโร
ฝั่งพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลงมาที่ 4.657% (ลดลงราว 8.6 basis points ในสัปดาห์) และอายุ 2 ปี ลดลงมาที่ 4.203% (ลดลงราว 8.7 basis points) การที่บอนด์ยีลด์ระยะสั้นลงแรง สะท้อนว่าตลาดลดน้ำหนักโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยลงชัดเจน
ความเชื่อมโยงที่มือใหม่ควรจำ: เมื่อบอนด์ยีลด์ลง ดอลลาร์มักอ่อนค่า และเมื่อดอลลาร์อ่อน ทองคำกับสินทรัพย์เสี่ยงมักได้ประโยชน์ สัปดาห์นี้เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพความสัมพันธ์นี้ค่อนข้างชัด แม้ในความจริงความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปทุกครั้ง
จับตาสัปดาห์หน้า
สัปดาห์ 10–14 ส.ค. 2026 จะเป็น "สัปดาห์ของเงินเฟ้อและการบริโภค" ปฏิทินสำคัญมีดังนี้ (เวลาสหรัฐฯ)
- อังคาร 11 ส.ค. – การประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งเยอรมนี/สหราชอาณาจักรทยอยออก
- พุธ 12 ส.ค. (8:30 ET) – ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ค. ตัวเลขที่ตลาดให้น้ำหนักมากที่สุดของสัปดาห์
- พฤหัสบดี 13 ส.ค. (8:30 ET) – ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ก.ค.
- ศุกร์ 14 ส.ค. (8:30 ET) – ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ก.ค. และ (10:00 ET) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค UMich เบื้องต้นเดือน ส.ค.
- ผลประกอบการ Q2 – ทยอยเบาบางลง ที่น่าติดตามคือ Super Micro Computer, CoreWeave และ JD.com
ประเด็นที่ต้องจับตา
- CPI คือจุดชี้ทิศ: หลังตัวเลขจ้างงานอ่อน ตลาดลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยไปมากแล้ว ถ้า CPI ออกมาร้อนกว่าคาด (เช่น core กลับขึ้นไปแถว 2.9%) โอกาสขึ้นดอกเบี้ยก่อนการประชุม FOMC เดือน ก.ย. อาจกลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบทั้งหุ้น ทองคำ และค่าเงินพร้อมกัน
- ความต่อเนื่องของสถิติใหม่ในตลาดหุ้น: ดัชนีหลักเพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ จุดที่ต้องดูคือมีแรงซื้อกระจายไปหลายกลุ่มหรือกระจุกตัวแค่เทคโนโลยี
- ทองคำหลังวิ่งแรง: เมื่อราคาขึ้นเร็วในสัปดาห์เดียว ความผันผวนมักสูงตาม การติดตามว่าราคายืนเหนือโซน 4,250–4,300 ได้หรือไม่หลังข่าว CPI เป็นสิ่งที่ควรเฝ้าดู
- ช่องแคบฮอร์มุซ: หากข้อตกลงการเดินเรือคืบหน้าจริง อาจลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน แต่ถ้าการเจรจาสะดุด ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อคาดการณ์อาจกลับมาผันผวน
- คริปโตยังติดกรอบ: BTC ยังอยู่ในกรอบ 62,000–66,000 ดอลลาร์ และ ETH ติดแนวต้าน 1,980–2,030 ดอลลาร์ การหลุดกรอบทั้งสองด้านมักเกิดพร้อมข่าวมหภาคใหญ่ ซึ่งสัปดาห์หน้ามี CPI เป็นตัวจุดชนวนที่เป็นไปได้
สิ่งที่มือใหม่ควรเตรียม: วางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรกับ "ความผันผวนรอบข่าว" มากกว่าการเดาว่าตัวเลขจะออกมาเท่าไร เช่น เข้าใจว่าช่วงประกาศ CPI สเปรดมักกว้างและราคาเหวี่ยงแรง การบริหารความเสี่ยงและขนาดสถานะจึงสำคัญกว่าการทายทิศทางถูก
บทความนี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน