สรุปตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่ผ่านมา (6-10 ก.ค. 2026) เป็นสัปดาห์สั้นเพราะตลาดสหรัฐหยุดวันชาติ แต่ก็มีเรื่องราวให้ติดตามครบทุกมุมตลาด ทั้งดัชนีหุ้นที่ทำนิวไฮ ทองคำที่ย่อตัว น้ำมันที่พุ่งแรงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และดอลลาร์ที่แกว่งตามความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย เรามาไล่ดูทีละกลุ่มสินทรัพย์กันแบบเข้าใจง่ายค่ะ
ดัชนีหุ้น & หุ้นสหรัฐ
ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนี Nasdaq นำตลาดด้วยการบวกราว 1.74% ตามด้วย S&P 500 ที่ +1.23% แรงหนุนหลักมาจากกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวกับ AI ที่ฟื้นตัว ส่วนดัชนี Dow Jones แม้ทั้งสัปดาห์จะย่อลงเล็กน้อยราว 0.50% แต่ก็สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุระดับ 53,000 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่หุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ปรับลง 0.61% ไฮไลต์สำคัญคือหุ้น SK Hynix (ADR) ที่พุ่งกว่า 12.8% เหนือราคาเสนอขาย หลังระดมทุนได้ถึง 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเข้าจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดสหรัฐ อีกประเด็นที่นักลงทุนจับตาคือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายนที่ออกมาเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 117,000 ตำแหน่งค่อนข้างมาก สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว
ทองคำ & สินค้าโภคภัณฑ์
ทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงราว 1.5% ตลอดสัปดาห์ มาปิดใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ราว 4,103 ดอลลาร์ ณ วันที่ 10 ก.ค.) แรงกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่กลับมาอีกครั้ง ทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัว และเฟดอาจต้องคงนโยบายการเงินตึงตัวไว้นานขึ้น ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับขึ้นและดอลลาร์ที่แข็งค่า ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันทองคำ ฝั่งน้ำมันเป็นพระเอกของสัปดาห์ โดย WTI พุ่งขึ้นราว 6.45% มาที่ 74.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Brent +6.18% ที่ 78.73 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากการปะทะกันรอบใหม่ระหว่างกองกำลังสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งจุดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันในภูมิภาค
คริปโต
ภาพรวมคริปโตพยายามฟื้นตัวหลังเดือนมิถุนายนที่อ่อนแรง Bitcoin (BTC) ขยับขึ้นราว 2.8% ในรอบ 7 วัน มาเคลื่อนไหวในโซนต้น 60,000 ดอลลาร์ (ราว 63,000-64,000 ดอลลาร์) ส่วน Ethereum (ETH) +2.7% มาที่ราว 1,784 ดอลลาร์ เหรียญอื่นอย่าง SOL และ XRP ก็ขยับขึ้นตามกันเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะฟื้น แต่บรรยากาศโดยรวมยังระมัดระวัง ดัชนี Fear & Greed ยังติดอยู่ในโซน "Extreme Fear" ที่ระดับ 23 สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงเต็มที่ การฟื้นตัวรอบนี้จึงดูเหมือนการตั้งหลักมากกว่าการกลับเข้าสู่ขาขึ้นแบบชัดเจน โดยกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF เริ่มดีขึ้นแต่ยังอยู่ในช่วงซ่อมแซมความเชื่อมั่น
ค่าเงิน & พันธบัตร
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แกว่งตัวผันผวนบริเวณ 100.5-101 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 หลังเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยข้างหน้า ช่วงปลายสัปดาห์ดอลลาร์อ่อนลงเล็กน้อยหลังมีรายงานว่าสหรัฐและอิหร่านจะเดินหน้าเจรจาสันติภาพต่อ ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง ด้านพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีเคลื่อนไหวราว 4.13-4.19% ส่วนอายุ 10 ปีอยู่ที่ราว 4.48% ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนราว 62% เพิ่มขึ้นจาก 58% เมื่อสัปดาห์ก่อน สะท้อนว่าธีม "ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น" ยังเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดในภาพใหญ่
จับตาสัปดาห์หน้า
สัปดาห์หน้า (13-17 ก.ค. 2026) เป็นสัปดาห์ที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่จะเป็นตัวชี้ทิศทางความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย นี่คือเหตุการณ์ที่ควรจับตาค่ะ
อังคาร 14 ก.ค.: ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และ Core CPI เดือนมิถุนายน ถือเป็นไฮไลต์ของสัปดาห์ เพราะจะบอกว่าเงินเฟ้อเร่งตัวจากราคาน้ำมันหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB) และเป็นวันเริ่มฤดูกาลรายงานผลประกอบการ โดยกลุ่มธนาคารใหญ่อย่าง JPMorgan (JPM), Bank of America (BAC), Citigroup (C), Goldman Sachs (GS) และ Wells Fargo (WFC) จะรายงานผลก่อนตลาดเปิด
พุธ 15 ก.ค.: ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมิถุนายน อีกหนึ่งมาตรวัดเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต พร้อมด้วยดัชนีภาคการผลิตของเฟดนิวยอร์ก (Empire State Manufacturing)
พฤหัส 17 ก.ค.: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ที่จะสะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงปลายสัปดาห์
นอกจากตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว ตลาดยังจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh ที่จะแถลงต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรก รวมถึงสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านที่ยังส่งผลต่อราคาน้ำมันและบรรยากาศความเสี่ยง สรุปคือ ประเด็นเงินเฟ้อกับทิศทางดอกเบี้ยเฟดจะเป็นแกนหลักที่ขับเคลื่อนทุกตลาดในสัปดาห์นี้ ทั้งหุ้น ทองคำ คริปโต และค่าเงิน มือใหม่ควรใช้ช่วงข้อมูลออกเหล่านี้เป็นโอกาสฝึกสังเกตว่าตลาดตอบสนองต่อข่าวอย่างไร มากกว่าการรีบตัดสินใจตามอารมณ์ตลาดค่ะ
บทความนี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน