สรุปตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่ผ่านมา (13-17 ก.ค.) เป็นสัปดาห์ที่ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากสองปัจจัยหลักพร้อมกัน คือความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง และความกังวลเรื่องการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทำให้เกิดการโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่กลุ่มที่ปลอดภัยกว่า มาดูกันทีละกลุ่มสินทรัพย์ค่ะ
ดัชนีหุ้น & หุ้นสหรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ในแดนลบทั้งสามดัชนีหลัก โดย S&P 500 ลดลงราว 1.6% Nasdaq ปรับตัวลงแรงสุดประมาณ 2.9% ส่วน Dow Jones ลดลงราว 0.9% ตัวถ่วงสำคัญคือกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (หุ้นชิป) ที่ถูกเทขายจากความกังวลว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI อาจชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับโมเดล AI จากจีนอย่าง Kimi ของ Moonshot ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามกับมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ที่วิ่งขึ้นมามากในปีนี้ หุ้น Nvidia, AMD และ Intel ต่างปรับตัวลง ขณะที่ Netflix ร่วงกว่า 7% หลังคาดการณ์ยอดขายชะลอตัวอีกไตรมาส ฝั่งที่สวนกระแสคือกลุ่มพลังงานที่บวกแรงเกือบ 5% ตามราคาน้ำมัน รวมถึงกลุ่มอสังหาฯ (REITs) และสินค้าอุปโภคบริโภคที่นักลงทุนย้ายเงินเข้าไปพักไว้
ทองคำ & สินค้าโภคภัณฑ์
สัปดาห์นี้มีบทเรียนน่าสนใจสำหรับมือใหม่ค่ะ หลายคนเข้าใจว่าเมื่อมีสงครามทองคำต้องขึ้นเสมอ แต่รอบนี้ทองคำกลับปรับตัวลงแรงราว 3.4% ซึ่งเป็นการลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ หลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมาแถว 3,980 ดอลลาร์ สาเหตุคือราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นราว 12% จากสถานการณ์อิหร่าน ทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัว และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ซึ่งดอกเบี้ยสูงเป็นลบต่อทองคำเพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ยให้ถือ นี่คือตัวอย่างว่าปัจจัย "ดอกเบี้ย" บางครั้งก็มีน้ำหนักมากกว่าปัจจัย "ความกลัว" ค่ะ ส่วนน้ำมันดิบยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนที่สุดในตอนนี้ เพราะตลาดกังวลเรื่องอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางที่อาจถูกกระทบหากสถานการณ์บานปลาย
คริปโต
ตลาดคริปโตเปิดสัปดาห์ได้สดใส Bitcoin ทะลุแนวต้าน 64,200 ดอลลาร์ขึ้นไปแตะ 65,600 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ของรอบที่ 1,946 ดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด แต่ช่วงท้ายสัปดาห์แรงขายทำกำไรกลับมาตามบรรยากาศ risk-off จากสถานการณ์อิหร่าน ทำให้ Bitcoin ย่อลงมาแถว 63,000 ดอลลาร์ และ Ethereum กลับลงมาบริเวณ 1,830 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดีทั้งคู่ยังปิดสัปดาห์สูงกว่าสัปดาห์ก่อนหน้า ข่าวเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจคือ T. Rowe Price บริษัทจัดการกองทุนรายใหญ่เข้าสู่ตลาดกองทุน ETF คริปโตอย่างเป็นทางการ สะท้อนว่าสถาบันการเงินดั้งเดิมยังทยอยเข้ามาในตลาดนี้ต่อเนื่อง
ค่าเงิน & พันธบัตร
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) แกว่งตัวแถว 100.9 จุด อ่อนลงเล็กน้อยจากจุดสูงช่วงต้นเดือนที่ราว 101.4 จุด หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปิดสัปดาห์ที่ 4.55% และอายุ 2 ปีที่ 4.18% ภาพรวมตลาดค่าเงินตอนนี้ขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนักของเฟดระหว่างเงินเฟ้อที่ยังสูง (และอาจถูกซ้ำเติมจากราคาน้ำมัน) กับการจ้างงานที่เริ่มแผ่ว ตราบใดที่เฟดยังส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยในระดับสูง ดอลลาร์ก็มีแรงหนุนอยู่ แต่หากข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอลงชัดเจน ทิศทางอาจเปลี่ยนได้เร็วค่ะ
จับตาสัปดาห์หน้า
สัปดาห์หน้า (20-24 ก.ค.) ปฏิทินข้อมูลเศรษฐกิจค่อนข้างเบา แต่จะเป็นสัปดาห์ที่หนักไปทาง "ผลประกอบการ" ของบริษัทจดทะเบียนแทน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่กำลังถูกตลาดจับจ้องเรื่องการลงทุนด้าน AI พอดี
ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ
- พุธ 22 ก.ค. — ผลประกอบการ Tesla และ Alphabet (บริษัทแม่ Google) หลังตลาดปิด ไฮไลต์ของสัปดาห์ จุดที่ตลาดจะดูเป็นพิเศษคือแผนการใช้จ่ายลงทุน (CapEx) ด้าน AI โดย Tesla เพิ่งปรับเพิ่มงบลงทุนปี 2026 จาก 2 หมื่นล้านเป็นกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนตัวเลข CapEx ของ Alphabet จะเป็นตัวชี้อารมณ์ตลาดต่อหุ้นกลุ่มชิปโดยตรง หลังจากที่เพิ่งถูกเทขายเพราะกังวลเรื่องนี้
- พฤหัสฯ 23 ก.ค. — ผลประกอบการ Intel และ GE Vernova
- ระหว่างสัปดาห์ — ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Flash PMI) เดือน ก.ค. ของสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจหลัก, เงินเฟ้อ (CPI) ของอังกฤษ และยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ เดือน มิ.ย. (ตลาดคาด 620,000 หลัง)
จุดที่ต้องจับตา
เรื่องแรกคือสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งมีการส่งสัญญาณว่าอาจยกระดับการโจมตีในสัปดาห์นี้หากการทูตไม่คืบหน้า ตัวแปรนี้จะสะท้อนผ่านราคาน้ำมันเป็นด่านแรก และลามไปถึงมุมมองเงินเฟ้อกับทิศทางดอกเบี้ยได้ เรื่องที่สองคือภาพรวมผลประกอบการไตรมาสนี้ที่ตลาดคาดว่าจะโต 23% จากปีก่อน ถือเป็นความคาดหวังที่สูง หากบริษัทใหญ่ทำได้ไม่ถึงหรือให้แนวโน้มระมัดระวัง ตลาดอาจผันผวนแรง และเรื่องสุดท้าย อย่าลืมว่าการประชุมเฟด (FOMC) รออยู่สัปดาห์ถัดไป (28-29 ก.ค.) สัปดาห์นี้จึงเป็นช่วง "งดให้สัมภาษณ์" (blackout period) ของเจ้าหน้าที่เฟด ตลาดจะยิ่งอ่อนไหวต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาระหว่างสัปดาห์เป็นพิเศษ
สำหรับมือใหม่ สัปดาห์แบบนี้ที่ข่าวใหญ่กระจุกตัวช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ ความผันผวนมักเพิ่มขึ้นรอบเวลาประกาศผลประกอบการและช่วงข่าวภูมิรัฐศาสตร์ การรู้ตารางเวลาไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้วางแผนและจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้นค่ะ
บทความนี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน