สรุปตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่ผ่านมา (23–27 มิ.ย. 2026) เป็นสัปดาห์ที่ "เงินดอลลาร์แข็ง" เป็นตัวนำของตลาดทั่วทุกสินทรัพย์ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณแข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาด ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นเทคฯ ทองคำ และคริปโต ถูกเทขายพร้อมกัน มาดูทีละกลุ่มกันค่ะ
ค่าเงิน (Forex)
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปีที่บริเวณ 101.80 โดยขึ้นราว 1.45% ในสัปดาห์เดียว แรงหนุนหลักมาจากการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50–3.75% แต่กรรมการถึง 9 จาก 18 คนมองว่าอาจต้อง "ขึ้น" ดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้ตลาดปรับมุมมองโอกาสขึ้นดอกเบี้ยรอบเดือน ก.ย. จากราว 29% พุ่งขึ้นไปถึงประมาณ 70% ฝั่งยูโร (EUR/USD) จึงอ่อนค่าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง ลงไปทำจุดต่ำที่ราว 1.1324 ก่อนจะฟื้นกลับมาแถว 1.1410 ในช่วงปลายสัปดาห์
ทองคำ (XAUUSD)
ทองคำปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน เคลื่อนไหวลงมาทดสอบบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปิดสัปดาห์แถว 4,040 ดอลลาร์ ติดลบประมาณ 3% เหตุผลหลักคือดอลลาร์ที่แข็งค่าและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่สูงขึ้นตามมุมมองดอกเบี้ยของเฟด ประกอบกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลายลงจากความพยายามเจรจาสันติภาพ ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง อย่างไรก็ดี ช่วงท้ายสัปดาห์ทองคำพยายามดีดตัวขึ้นเล็กน้อยหลังตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ออกมาใกล้เคียงคาดการณ์
คริปโต (BTC, ETH)
เป็นสัปดาห์ที่ "ความกลัว" ครองตลาดคริปโตอย่างชัดเจน Bitcoin ร่วงจากบริเวณ 64,000 ดอลลาร์ลงมาแถว 59,800 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum ลงจากราว 1,746 มาอยู่ที่ประมาณ 1,567 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนแอที่สุดของรอบนี้ ดัชนี Fear & Greed ดิ่งจาก 23 ลงไปถึง 13 เข้าสู่โซน "กลัวสุดขีด" นอกจากแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งและมุมมองดอกเบี้ยเฟดแล้ว ยังมีปัจจัยเฉพาะคือกระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF ที่เป็นลบติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่หก และข่าวที่มูลนิธิ Ethereum ประกาศลดพนักงานราว 20% เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. กดดันราคา ETH เพิ่มเติม
ดัชนีหุ้น (S&P 500 / Nasdaq)
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายในกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ดัชนี S&P 500 ปรับลงเกือบ 2% ทั้งสัปดาห์ ส่วน Nasdaq ร่วงแรงถึง 4.6% และปิดติดลบติดต่อกัน 5 วันทำการ ปิดที่ 25,297.62 จุด ขณะที่ S&P 500 ปิดที่ 7,354.02 จุด แรงขายมาจากความกังวลเรื่องต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น และข่าวว่า OpenAI อาจเลื่อนแผน IPO ออกไป ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และชิปถูกเทขาย ส่วนดัชนี Dow Jones ที่เน้นหุ้นกลุ่มดั้งเดิมกลับยืนได้ดีกว่า บวกราว 0.6%
จับตาสัปดาห์หน้า
สัปดาห์หน้า (29 มิ.ย. – 3 ก.ค. 2026) เป็นสัปดาห์สั้นเพราะตลาดสหรัฐฯ จะหยุดยาวในวันชาติ (4 ก.ค.) ทำให้ปฏิทินข้อมูลเศรษฐกิจถูกขยับให้เร็วขึ้น และอาจมีสภาพคล่องบางลงในช่วงปลายสัปดาห์ จุดที่นักลงทุนมือใหม่ควรทำความเข้าใจมีดังนี้
ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls / NFP): ไฮไลต์ของสัปดาห์ จะประกาศเร็วขึ้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. (แทนวันศุกร์ตามปกติ) เนื่องจากติดวันหยุด ตลาดคาดการณ์การจ้างงานเพิ่มราว 172,000 ตำแหน่ง ตัวเลขนี้สำคัญเพราะเป็นหนึ่งในข้อมูลที่เฟดใช้พิจารณาทิศทางดอกเบี้ย หากออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด อาจตอกย้ำมุมมอง "ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น" แต่ถ้าออกมาอ่อนกว่าคาดก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้
ข้อมูลภาคการผลิตและบริการ (ISM/PMI) และตำแหน่งงานว่าง (JOLTS): ช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์มักมีการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงตัวเลขตำแหน่งงานว่าง ซึ่งช่วยให้เห็นภาพ "สุขภาพ" ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก่อนตัวเลขจ้างงานหลัก เป็นข้อมูลที่ตลาดค่าเงินและทองคำมักตอบสนอง
สิ่งที่ควรจับตาในแต่ละสินทรัพย์: ฝั่งค่าเงิน ให้ดูว่าดอลลาร์ (DXY) จะรักษาระดับแข็งค่าต่อได้หรือไม่ เพราะหากดอลลาร์อ่อนลง มักเป็นจังหวะที่ยูโรและทองคำหายใจได้สะดวกขึ้น ฝั่งทองคำ ตลาดยังจับตาแนวรับสำคัญบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ ว่าจะยืนได้หรือไม่ในภาวะที่ยีลด์สหรัฐฯ ยังสูง ฝั่งคริปโต ดัชนีความกลัวที่อยู่ในโซนต่ำมาก บางครั้งสะท้อนภาวะตลาดที่ขายมากเกินไป แต่ก็ต้องระวังความผันผวนสูง ส่วนฝั่งหุ้น ให้ดูว่าแรงขายในกลุ่มเทคฯ และชิปจะคลี่คลายหรือลุกลามต่อ และเงินจะหมุนเข้าหุ้นกลุ่มตั้งรับมากขึ้นหรือไม่
โดยรวมแล้ว ธีมหลักที่เชื่อมโยงทุกตลาดในตอนนี้คือ "ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด" และ "ความแข็งแกร่งของดอลลาร์" ตัวเลขเศรษฐกิจสัปดาห์หน้าจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดอารมณ์ตลาดในระยะถัดไป สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ช่วงข่าวสำคัญมักมีความผันผวนสูง การเข้าใจ "ว่าทำไมราคาขยับ" สำคัญกว่าการเดาว่า "ราคาจะไปทางไหน" ค่ะ
บทความนี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน