หนึ่งในประเด็นที่มีอิทธิพลต่อตลาดการเงินทั่วโลกมากที่สุดในช่วงนี้ คือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังเกิดความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าเป็น "การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก" จากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
จากวิกฤตสู่ความหวัง
ในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงที่สุด ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 50% จากความกังวลว่าเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญจะถูกปิดกั้นเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายน สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย มีรายงานว่าการเจรจาระหว่างสองฝ่ายมีความคืบหน้า และคาดว่าจะมีการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ราว 74 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงกว่า 40 ดอลลาร์จากจุดสูงสุด แม้จะยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งอยู่บ้างก็ตาม
ผลกระทบที่กระจายไปทั่วตลาด
ความคืบหน้าด้านสันติภาพไม่ได้ส่งผลเฉพาะราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังสินทรัพย์อื่นด้วย:
- ตลาดหุ้น ได้รับอานิสงส์เชิงบวก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงช่วยลดแรงกดดันต่อกำไรบริษัท และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลายทำให้นักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น ดัชนีดาวโจนส์และ Nasdaq จึงปรับตัวขึ้นแรงในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
- ทองคำ ซึ่งปกติทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยามวิกฤต กลับอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เพราะเมื่อความเสี่ยงสงครามลดลง ความต้องการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงก็ลดลงตามไปด้วย ประกอบกับแรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นทดสอบระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนคาดว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสงครามได้ผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง หรือแม้แต่ปรับขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปี
- คริปโตเคอร์เรนซี ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัว สะท้อนว่านักลงทุนกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงสูงยังไม่มั่นใจเต็มที่ แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลาย เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยเป็นปัจจัยกดดันอยู่
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเทรดเดอร์
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังสินทรัพย์หลายประเภทพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ราคาพลังงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงนโยบายการเงิน ทิศทางเงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภาพรวม การติดตามความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพตะวันออกกลางในระยะต่อไปจึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน