เว็บเรียนเทรดและวิเคราะห์ตลาดการเงินสำหรับคนไทย — หุ้น ทองคำ คริปโต ดัชนี · คอร์สฟรี บทความ TA/FA เครื่องมือคำนวณเริ่มเรียน
หุ้น & ดัชนีต่างประเทศ

พันธบัตรคืออะไร — ราคากับผลตอบแทนสวนทางกันยังไง

พันธบัตรคืออะไร — ราคากับผลตอบแทนสวนทางกันยังไง

ตลาดที่ใหญ่ที่สุดแต่คนเทรดแทบไม่เคยเปิดดู — เข้าใจว่าทำไมราคาพันธบัตรกับผลตอบแทนถึงสวนทางกันเสมอ และทำไมมันกดดันหุ้น ทองคำ และค่าเงินทั้งตลาด

คนเทรดส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งวันอยู่กับกราฟหุ้น ทองคำ หรือคริปโต · แต่ตัวเลขที่คอยกำหนดว่าเงินทั้งโลกจะไหลไปทางไหน กลับอยู่ในตลาดที่แทบไม่มีใครเปิดดู

ตลาดตราสารหนี้ไทยตัวเดียวมีมูลค่าคงค้างราว 18.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นราว 96% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งประเทศ · และเวลาผลตอบแทนพันธบัตรขยับ ราคาหุ้น ทองคำ และค่าเงินขยับตามแทบทุกครั้ง

พันธบัตรคือการปล่อยกู้ ไม่ใช่การเป็นเจ้าของ

ซื้อหุ้นคือการร่วมเป็นเจ้าของกิจการ · กำไรดีก็ได้ปันผลและราคาขึ้น · เจ๊งก็หายไปกับกิจการ

ซื้อพันธบัตรคือการให้รัฐบาลหรือบริษัทกู้เงิน · ผู้กู้สัญญาจะจ่ายดอกเบี้ยตามงวดที่ตกลง แล้วคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด · ไม่ว่ากิจการจะกำไรมากแค่ไหน ผู้ถือพันธบัตรก็ได้เท่าที่สัญญาระบุไว้เท่านั้น

ถือหุ้น กับ ถือพันธบัตร ต่างกันตรงไหน อย่างหนึ่งคือร่วมเป็นเจ้าของ อีกอย่างคือปล่อยกู้ หุ้น = เจ้าของ • ได้ปันผลตามที่บริษัทประกาศ • กำไรดี ราคาขึ้นได้ไม่จำกัด • กิจการเจ๊ง เสียหายเต็มจำนวน พันธบัตร = เจ้าหนี้ • ได้ดอกเบี้ยตามที่สัญญาระบุ • กำไรดีแค่ไหน ก็ได้เท่าเดิม • ได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด มูลค่าหน้าตั๋ว · คูปอง · อายุคงเหลือ — สามคำที่ต้องรู้

ศัพท์ที่ต้องรู้มีแค่สามคำ · มูลค่าหน้าตั๋ว คือเงินต้นที่จะได้คืนตอนครบกำหนด · คูปอง คือดอกเบี้ยที่จ่ายตามงวด · อายุคงเหลือ คือเวลาที่เหลือก่อนได้เงินต้นคืน

ทำไมราคากับผลตอบแทนถึงสวนทางกันเสมอ

ตรงนี้คือหัวใจของทั้งบท และเป็นจุดที่คนงงมากที่สุด · ดอกเบี้ยที่พันธบัตรจ่ายเป็นตัวเลขตายตัว แต่ราคาที่ซื้อขายกันในตลาดเปลี่ยนได้ตลอด

สมมติพันธบัตรหน้าตั๋ว 1,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยปีละ 30 บาท · ถ้าซื้อที่ราคา 1,000 บาท ผลตอบแทนคือ 3.00%

ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่ราคาเปลี่ยน พันธบัตรหน้าตั๋ว 1,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยปีละ 30 บาททุกกรณี ราคาตกเหลือ 900 30 ÷ 900 3.33% ผลตอบแทนสูงขึ้น ราคาเท่าหน้าตั๋ว 1,000 30 ÷ 1,000 3.00% จุดตั้งต้น ราคาขึ้นเป็น 1,100 30 ÷ 1,100 2.73% ผลตอบแทนต่ำลง ราคาลง = ผลตอบแทนขึ้น · ราคาขึ้น = ผลตอบแทนลง

ถ้าวันหนึ่งราคาในตลาดตกลงเหลือ 900 บาท · คนที่ซื้อตอนนั้นยังได้ดอกเบี้ยปีละ 30 บาทเท่าเดิม แต่จ่ายเงินน้อยลง · ผลตอบแทนจึงกลายเป็น 3.33%

กลับกัน ถ้าราคาขึ้นไปที่ 1,100 บาท · ดอกเบี้ย 30 บาทเท่าเดิมแต่ต้นทุนแพงขึ้น · ผลตอบแทนเหลือ 2.73%

นี่คือเหตุผลที่ราคาขึ้น ผลตอบแทนลง · ราคาลง ผลตอบแทนขึ้น เสมอ · ไม่ใช่กฎที่ต้องท่องจำ แต่เป็นผลของการหารตัวเลขเดิมด้วยราคาที่เปลี่ยนไป

แล้วอะไรทำให้ราคาเปลี่ยน

ตัวขับหลักคือดอกเบี้ยของพันธบัตรออกใหม่ · ถ้าวันนี้พันธบัตรใหม่จ่าย 4% ไม่มีใครยอมซื้อพันธบัตรเก่าที่จ่าย 3% ในราคาเต็ม · ราคาของตัวเก่าต้องลดลงจนผลตอบแทนสูสีกับของใหม่ ตลาดถึงจะยอมรับ

ตัวขับรองคือความน่าเชื่อถือของผู้กู้ · ถ้าตลาดเริ่มสงสัยว่าจะได้เงินคืนไหม ราคาจะตกและผลตอบแทนจะพุ่งเพื่อชดเชยความเสี่ยง · เห็นได้ชัดในหุ้นกู้เอกชนอันดับต่ำ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุเท่ากันหลายเท่า

ผลตอบแทนที่ต่างกัน บอกความเสี่ยงที่ต่างกัน

เห็นภาพชัดที่สุดเมื่อเทียบตราสารอายุเท่ากันแต่ผู้ออกต่างกัน · ในตลาดไทยช่วงกลางปี 2026 หุ้นกู้เอกชนอันดับสูงสุดอายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทนราว 1.98% ขณะที่หุ้นกู้อันดับ BBB+ อายุเท่ากัน ให้ราว 4.12%

ส่วนต่างกว่าสองเท่านั้นไม่ใช่ของฟรี · มันคือค่าตอบแทนที่ตลาดเรียกเก็บสำหรับความเสี่ยงที่ผู้ออกอาจจ่ายคืนไม่ได้ · ผลตอบแทนที่สูงผิดปกติจึงเป็นสัญญาณให้ตรวจสอบมากขึ้น ไม่ใช่เหตุผลให้รีบซื้อ

เรื่องนี้ต่างจากหุ้นตรงที่ผู้ถือตราสารหนี้ไม่ได้ส่วนแบ่งเพิ่มเมื่อกิจการไปได้ดี · ได้แค่ดอกเบี้ยตามสัญญา · แต่ถ้ากิจการมีปัญหา ก็มีสิทธิ์ไม่ได้เงินต้นคืนเช่นกัน · ผลตอบแทนจำกัดด้านบน แต่ความเสี่ยงด้านล่างยังมีอยู่

อายุยิ่งยาว ราคายิ่งแกว่งแรง

พันธบัตรสองตัวที่จ่ายดอกเบี้ยเท่ากัน แต่อายุคงเหลือต่างกัน จะตอบสนองต่อดอกเบี้ยไม่เท่ากันเลย

ผลตอบแทนขยับขึ้น 1% ราคาลดเท่าไหร่ ตัวอย่างคำนวณจากพันธบัตรคูปอง 3% ที่ผลตอบแทนขยับจาก 3% เป็น 4% −1.9% อายุ 2 ปี −8.1% อายุ 10 ปี −17.3% อายุ 30 ปี ยิ่งต้องรอเงินนาน ราคายิ่งไวต่อดอกเบี้ย — เรียกว่า Duration

ถ้าผลตอบแทนในตลาดขยับขึ้นเพียง 1% · พันธบัตรอายุ 2 ปีราคาลดราว 1.9% · อายุ 10 ปีลดราว 8.1% · ส่วนอายุ 30 ปีลดถึงราว 17.3%

ความอ่อนไหวนี้เรียกว่า Duration · ยิ่งต้องรอเงินนานเท่าไหร่ ราคายิ่งไวต่อดอกเบี้ยมากเท่านั้น · นี่คือเหตุผลที่กองทุนพันธบัตรระยะยาวขาดทุนหนักได้ในปีที่ดอกเบี้ยขึ้นเร็ว ทั้งที่ผู้ออกไม่ได้ผิดนัดชำระสักบาท

ตัวเลขจริงบนโต๊ะตอนนี้

ตัวเลขจริง ณ ต้นเดือนกันยายน 2026 ส่วนต่างผลตอบแทนคือแรงที่ดึงเงินข้ามประเทศ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี 4.77% พันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี 2.06% ดอกเบี้ยนโยบายไทย ราว 1.0% ตลาดตราสารหนี้ไทย 18.3 ล้านล้านบาท

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ราว 4.77% เมื่อต้นเดือนกันยายน 2026 · ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ราว 2.06% และดอกเบี้ยนโยบายไทยคาดว่าจะทรงที่ 1.0% ตลอดปี

ส่วนต่างที่กว้างขนาดนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขน่ารู้ · มันคือแรงดึงให้เงินไหลไปหาที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งกระทบอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง

ทำไมคนที่ไม่เคยซื้อพันธบัตรก็ต้องดู

หุ้น · ผลตอบแทนพันธบัตรคือเกณฑ์เปรียบเทียบของเงินทั้งตลาด · เมื่อพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยแทบไม่มีความเสี่ยงผิดนัด หุ้นที่กำไรอยู่ไกลในอนาคตจะถูกกดดันก่อนเพื่อน

ทองคำ · ทองไม่จ่ายดอกเบี้ย · เมื่อพันธบัตรให้ผลตอบแทนแท้จริงสูงขึ้น ต้นทุนของการถือทองก็สูงขึ้นตาม

ค่าเงิน · ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างสองประเทศเป็นหนึ่งในแรงหลักที่ขับอัตราแลกเปลี่ยนในระยะกลาง

สรุปสั้น ๆ ว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อพันธบัตรสักบาท แต่ควรรู้ว่าผลตอบแทนกำลังไปทางไหน เพราะมันคือราคาของเงินที่ทุกตลาดใช้อ้างอิงร่วมกัน

สิ่งที่ต้องจำ

  • พันธบัตร = ให้กู้ ไม่ใช่เป็นเจ้าของ · ได้ดอกเบี้ยตามสัญญาและเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด
  • ราคากับผลตอบแทนสวนทางกันเสมอ — ดอกเบี้ย 30 บาทเท่าเดิม: ราคา 1,000 = 3.00% · ราคา 900 = 3.33% · ราคา 1,100 = 2.73%
  • ตัวขับราคาคือดอกเบี้ยของพันธบัตรออกใหม่ · ของใหม่จ่ายสูงกว่า ราคาของเก่าต้องลดลงจนผลตอบแทนสูสีกัน
  • อายุยิ่งยาว ยิ่งแกว่งแรง (Duration) — ผลตอบแทนขยับขึ้น 1%: อายุ 2 ปีราคาลดราว 1.9% · 10 ปีราว 8.1% · 30 ปีราว 17.3%
  • ตัวเลข ณ ต้นเดือน ก.ย. 2026: พันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ราว 4.77% · ไทย 10 ปี ราว 2.06% · ดอกเบี้ยนโยบายไทยราว 1.0% · ตลาดตราสารหนี้ไทยราว 18.3 ล้านล้านบาท
  • ต่อให้ไม่ซื้อพันธบัตร ก็ต้องดูผลตอบแทน — มันกดดันหุ้นเติบโต เพิ่มต้นทุนการถือทองคำ และขับอัตราแลกเปลี่ยน

คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกลไกตราสารหนี้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวเลขผลตอบแทนและขนาดตลาดที่อ้างถึงเป็นข้อมูล ณ ช่วงเวลาที่ระบุไว้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตัวอย่างการคำนวณราคาเป็นการประมาณเพื่อให้เห็นหลักการ ไม่ได้รวมภาษี ค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขเฉพาะของตราสารแต่ละรุ่น การลงทุนในตราสารหนี้มีความเสี่ยงทั้งด้านราคาและด้านเครดิตของผู้ออก ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Stock Split (แตกพาร์) คืออะไร กระทบราคาหุ้นยังไง หุ้น & ดัชนีต่างประเทศ

Stock Split (แตกพาร์) คืออะไร กระทบราคาหุ้นยังไง

ราคาหุ้นหายไป 90% ในคืนเดียวแต่ไม่มีใครขาดทุน — ทำความเข้าใจกลไกแตกหุ้นตั้งแต่วันประกาศจนถึงวันเทรดราคาใหม่ พร้อมสิ่งที่ต้องเช็กในพอร์ตวันแรก

ทีมงาน · 12/09/2026
Market Cap คืออะไร — หุ้นใหญ่ กลาง เล็ก ต่างกันตรงไหน หุ้น & ดัชนีต่างประเทศ

Market Cap คืออะไร — หุ้นใหญ่ กลาง เล็ก ต่างกันตรงไหน

หุ้นราคา 3 บาท อาจเป็นบริษัทที่ใหญ่กว่าหุ้นราคา 300 บาทหลายเท่า · ตัวเลขที่บอกขนาดจริงคือ Market Cap และมันเป็นคนละเรื่องกับราคาต่อหุ้นโดยสิ้นเชิง

ทีมงาน · 23/08/2026
Buyback คืออะไร — ทำไมบริษัทถึงซื้อหุ้นตัวเองคืน หุ้น & ดัชนีต่างประเทศ

Buyback คืออะไร — ทำไมบริษัทถึงซื้อหุ้นตัวเองคืน

บริษัทเอาเงินสดไปซื้อหุ้นตัวเองคืนทำไม ในเมื่อซื้อมาแล้วก็ไม่ได้อะไรเพิ่ม · คำตอบคือมันเป็นการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นอีกทางหนึ่ง และมีจุดที่ต้องระวังซ่อนอยู่ในตัวเลขที่ดูสวยขึ้น

ทีมงาน · 22/08/2026