ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากจุดเดียวกัน นั่นคือ ตลาดพันธบัตร ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นแตะราว 4.97% ใกล้เส้น 5% ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดใช้เป็นหมุดหมายทางจิตวิทยามานาน ขณะที่รุ่นอายุ 30 ปีขึ้นไปถึงราว 5.35% และรุ่น 2 ปีแตะ 4.60% สูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2024
แรงขายไม่ได้เกิดเฉพาะในสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สพันธบัตรเยอรมนีร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2011 พันธบัตรฝรั่งเศสทำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีขึ้นไปใกล้ 3% ภาพนี้คือการปรับฐานของ "ต้นทุนเงินทุน" ทั้งระบบ ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง
อะไรผลักให้ผลตอบแทนพุ่ง
มีสามแรงกดดันที่มาบรรจบกันพร้อมกัน
- ราคาพลังงาน น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นราว 13% ในสัปดาห์เดียว ขึ้นไปบริเวณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทานในเส้นทางขนส่งตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นแปลงเป็นคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตได้โดยตรง
- ตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาที่ 5.4% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 5.3% ตอกย้ำว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่คลี่คลาย
- ท่าทีธนาคารกลาง ECB เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่วนโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมกลางสัปดาห์นี้ถูกตลาดปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากราว 49% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาเป็นราว 72% และล่าสุดสูงกว่านั้นอีก
ทำไมผลตอบแทนพันธบัตรถึงสะเทือนทุกตลาด
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทำหน้าที่เป็น "อัตราคิดลด" ของสินทรัพย์แทบทุกชนิด เมื่อผลตอบแทนที่ได้จากการถือสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตจะลดลงโดยอัตโนมัติ สินทรัพย์ที่ผูกกับความคาดหวังการเติบโตในอนาคตไกลจึงถูกกดดันมากที่สุด
ผลที่เห็นในสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงกระจายตัวแบบมีเหตุผลรองรับ
- หุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 เข้าสู่ช่วงปรับฐานสี่วันทำการที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ขณะที่ดัชนีความผันผวน VIX ขยับขึ้นมาบริเวณ 17.8 สะท้อนการป้องกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับตื่นตระหนก
- ทองคำ จุดที่น่าสนใจคือทองคำไม่ได้ปรับขึ้นตามความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ราคาปรับลงราว 2% ในสัปดาห์ มาอยู่บริเวณ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะทองคำไม่มีผลตอบแทนในตัวเอง เมื่อผลตอบแทนแท้จริงของพันธบัตรสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองก็สูงขึ้นตาม แรงนี้หักล้างแรงซื้อจากความเสี่ยงสงครามได้
- คริปโท บิตคอยน์หลุดระดับ 80,000 ดอลลาร์ ลงมาเคลื่อนไหวแถว 77,000 ดอลลาร์ ตอกย้ำว่าในภาวะที่สภาพคล่องตึงตัว คริปโทยังถูกจัดกลุ่มเป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย
- ค่าเงินและพันธบัตร ดัชนีดอลลาร์เคลื่อนไหวบริเวณ 98.8 โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกลายเป็นตัวแปรหลักอีกครั้ง ฝั่งเงินเยนมีตัวแปรเฉพาะตัวคือการประชุม BOJ ที่ตลาดให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยสูงถึงราว 90%
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรติดตามต่อ
สัปดาห์นี้มีการประชุมธนาคารกลางเรียงกันสามแห่ง ทั้งเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และ BOJ ประเด็นที่ตลาดจะจับตาไม่ใช่แค่ "ขึ้นหรือไม่ขึ้น" แต่คือถ้อยแถลงที่บอกว่าธนาคารกลางมองเงินเฟ้อจากราคาพลังงานเป็นเรื่องชั่วคราวหรือถาวร เพราะคำตอบนั้นจะกำหนดทิศทางของผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวต่อไป
อีกจุดคือระดับ 5% ของพันธบัตร 10 ปี หากยืนเหนือระดับนี้ได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังปรับมุมมองระยะยาวเรื่องเงินเฟ้อและวินัยการคลัง ไม่ใช่แค่ปฏิกิริยาระยะสั้นต่อราคาน้ำมัน ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันย่อลง แรงกดดันด้านผลตอบแทนก็มีโอกาสคลายตามได้เช่นกัน
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน