ประเด็นร้อนที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดหุ้นเทคโนโลยีในช่วงนี้คือ "ซูเปอร์ไซเคิลของชิปหน่วยความจำ" (memory supercycle) ที่ทำให้ราคาชิปพุ่งสูง จนผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า และส่งผลให้ตลาดหุ้นเทคแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
เกิดอะไรขึ้น
ความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับงาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ราคาหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มตาม ล่าสุด:
- Apple ประกาศขึ้นราคาผลิตภัณฑ์กลุ่ม MacBook และ iPad
- Microsoft ปรับขึ้นราคาเครื่อง Xbox โดยรุ่นความจุ 512GB ขึ้น 100 ดอลลาร์ และรุ่น 1TB ขึ้น 150 ดอลลาร์
หลังการประกาศ หุ้น Apple ร่วงลง 6.13% และ Microsoft ลดลง 3.23% โดย Microsoft กลายเป็นหุ้น Mag7 ที่ปรับตัวแย่ที่สุดนับจากต้นปี ติดลบราว 24% และกำลังจะปิดครึ่งปีแรกที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000
สองขั้วของตลาดเทค
สิ่งที่น่าสนใจคือความต่างของผลตอบแทนภายในกลุ่มเทคเอง ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปและหน่วยความจำได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น:
- หุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Micron, SanDisk, Intel และ Western Digital ปรับขึ้นเกือบ 4 เท่าในครึ่งปีแรก
- Micron รายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่แข็งแกร่ง หนุนหุ้นกลุ่มชิปต่อเนื่อง
- ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่ม Mag7 ที่ต้องซื้อชิปเป็นต้นทุน กลับถูกเทขายจากความกังวลเรื่องอัตรากำไร
ส่งผลต่อตลาดและเทรดเดอร์อย่างไร
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการหมุนเวียนของเม็ดเงิน (rotation) ที่ชัดเจน นักลงทุนกำลังแยกแยะระหว่าง "ผู้ได้ประโยชน์" และ "ผู้แบกต้นทุน" ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ทำให้ดัชนีที่ถ่วงน้ำหนักด้วยหุ้นเทคขนาดใหญ่อย่าง Nasdaq อ่อนแอ ขณะที่ดัชนีที่กระจายตัวมากกว่าอย่าง Dow กลับทำสถิติสูงสุด
สำหรับเทรดเดอร์ ภาวะเช่นนี้หมายถึงความผันผวนและการกระจายตัวของผลตอบแทนภายในเซกเตอร์เดียวกันที่สูงขึ้น การมองตลาดแบบเหมารวมว่า "หุ้นเทคขึ้นหรือลงทั้งกลุ่ม" อาจใช้ไม่ได้ผลในรอบนี้ และการติดตามต้นทุนวัตถุดิบอย่างราคาชิปหน่วยความจำกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางของบริษัทแต่ละราย
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน