นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านได้ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว และยังไม่มีสัญญาณยุติอย่างชัดเจน ล่าสุดในช่วงต้นเดือนกันยายน 2026 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านเพิ่มเติม ขณะที่ฝ่ายอิหร่านออกมาขู่ตอบโต้ สถานการณ์นี้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อตลาดพลังงาน
ทำไมสงครามครั้งนี้ถึงสั่นสะเทือนตลาดน้ำมันโลก
หัวใจสำคัญของผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งปกติมีปริมาณน้ำมันไหลผ่านราว 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่จากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ปริมาณการขนส่งได้ลดลงเหลือเพียงประมาณ 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 หรือลดลงกว่า 76% ถือเป็นหนึ่งในภาวะชะงักงันด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
ผลพวงที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ยังลามไปถึง:
- ต้นทุนประกันภัยเรือขนส่ง ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากสำหรับเรือที่ต้องแล่นผ่านพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย
- เส้นทางการบิน สายการบินหลายแห่งต้องหลีกเลี่ยงน่านฟ้าบางจุดในตะวันออกกลาง ทำให้ต้องบินอ้อมและใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น
- ห่วงโซ่อุปทานพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติและปุ๋ยเคมีที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของโรงงานบางแห่งในภูมิภาค
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ณ วันที่ 4 กันยายน 2026 อยู่ที่ระดับประมาณ 96.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเกือบ 44%
สัญญาณจากภาครัฐ: มองไปข้างหน้าหากสงครามยุติ
ที่น่าสนใจคือ แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังตึงเครียด แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็เริ่มพูดถึงภาพหลังสงครามยุติ โดยมีการให้สัมภาษณ์ว่าราคาน้ำมันอาจปรับลดลงมาต่ำถึงระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ หากความขัดแย้งคลี่คลายลง สะท้อนว่าราคาน้ำมันในปัจจุบันมีส่วนของ "เบี้ยประกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" แฝงอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งหมายความว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาน้ำมันก็มีโอกาสปรับตัวลงแรงได้เช่นกัน
ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดการเงิน
ราคาพลังงานที่ยืนสูงต่อเนื่องเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนต่อการตัดสินใจด้านนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตกับการควบคุมเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านอุปทานพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในลักษณะนี้มักส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนหันไปให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ มากขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียด
สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด สถานการณ์นี้ตอกย้ำความสำคัญของการติดตามข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับข้อมูลเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจัยทั้งสองด้านสามารถส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ในหลายตลาดพร้อมกันได้อย่างมีนัยสำคัญ
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน