ตลาดการเงินโลกในวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2026 เคลื่อนไหวจากสองแรงหลักที่สวนทางกัน คือ ข่าวคลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่หนุนสินทรัพย์เสี่ยง และ ท่าทีเข้มงวด (hawkish) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จากการประชุมก่อนหน้าที่ยังกดดันบางตลาด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก
- Dow Jones ปิดที่ราว 51,564 จุด เพิ่มขึ้นราว 0.14%
- S&P 500 ปิดที่ราว 7,500 จุด เพิ่มขึ้นราว 1.08%
- Nasdaq ปิดที่ราว 26,518 จุด เพิ่มขึ้นราว 1.91% นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีและชิป
แรงหนุนหลักมาจากข่าวที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมท่าเรือและน่านน้ำของอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง นักลงทุนมองว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดมาหลายเดือนเริ่มผ่อนคลายลง จึงกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง
ทำไมราคาน้ำมันถึงร่วง
ขณะที่หุ้นปรับขึ้น ราคาน้ำมันกลับปรับตัวลง เพราะข้อตกลงดังกล่าวเปิดทางให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
- น้ำมันดิบ WTI ลดลงราว 1.25% มาอยู่ที่ราว 75.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- น้ำมันดิบเบรนต์ ลดลงราว 1.4% มาอยู่ที่ราว 78.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เงินดอลลาร์แข็ง ทองคำถูกกดดัน
ผลจากการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าคาด ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า โดยดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ขยับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 99.9 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะราว 4.2% สภาพแวดล้อมเช่นนี้มักกดดันคู่เงินอย่าง EUR/USD และหนุน USD/JPY ให้ปรับขึ้น
ทองคำ (XAU/USD) เคลื่อนไหวบริเวณ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถูกกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งและบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย จึงน่าสนใจน้อยลงเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น
คริปโตสวนทางตลาดหุ้น
Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ 63,900–64,200 ดอลลาร์ ปรับตัวลงราว 1.3% ในรอบ 24 ชั่วโมง สวนทางกับตลาดหุ้นที่ปรับขึ้น นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นกำลัง "เทรดข่าวอิหร่าน" ส่วน Bitcoin กำลัง "เทรดนโยบายเฟด" ที่เข้มงวด จึงเกิดความแตกต่างของทิศทางในวันเดียวกัน
โดยรวม ภาพตลาดวันนี้สะท้อนการช่วงชิงระหว่างปัจจัยบวกด้านภูมิรัฐศาสตร์กับปัจจัยกดดันด้านนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นธีมสำคัญที่นักลงทุนยังต้องติดตามต่อในระยะถัดไป
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน