ตลาดการเงินวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2026 ปิดในโทนบวก โดยแรงหนุนหลักมาจากราคาน้ำมันที่ย่อลงแรง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่พุ่งขึ้นตลอดสัปดาห์ชะลอตัวลง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐกลับมาปิดบวกได้ทั้งสัปดาห์เป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์
หุ้นสหรัฐ: ปิดบวกทุกดัชนีหลัก
- Dow Jones ปิดที่ 51,828.62 จุด เพิ่มขึ้น 478.64 จุด หรือ +0.9%
- S&P 500 ปิดที่ 7,743.41 จุด เพิ่มขึ้น 39.28 จุด หรือ +0.5%
- Nasdaq Composite ปิดที่ 27,068.72 จุด เพิ่มขึ้น 129.34 จุด หรือ +0.5%
- Russell 2000 (หุ้นขนาดเล็ก) ปิดที่ 2,837.55 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 1.98 จุด หรือ +0.1%
ภาพรวมทั้งสัปดาห์ Nasdaq นำหน้าด้วย +2.1% ตามด้วย S&P 500 +1.2% และ Dow +0.3% ขณะที่ Russell 2000 ยังปรับลง 0.8% สะท้อนว่าแรงซื้อกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มเทคโนโลยีมากกว่าหุ้นเล็กที่อ่อนไหวกับต้นทุนดอกเบี้ย ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกลุ่มเทคฯ คือความคาดหวังต่อธีมปัญญาประดิษฐ์ หลัง Meta เปิดตัว AI agent ตัวใหม่และราคาหุ้นบวกราว 16% ภายในสัปดาห์เดียว ทั้งนี้ระดับปิดของ S&P 500 อยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพียงราว 0.7% และดัชนีความผันผวน VIX ทรงตัวแถว 15 จุด
พันธบัตร: ยีลด์ยืนระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ
ตลาดพันธบัตรเป็นจุดที่ผันผวนที่สุดของสัปดาห์ ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปิดแถว 5.17% หลังระหว่างสัปดาห์เคยแตะ 5.225% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2007 ส่วนอายุ 30 ปี ยืนราว 5.48% ใกล้ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2004
สาเหตุที่ยีลด์วิ่งขึ้นมาจากสามเรื่องประกอบกัน คือ ราคาน้ำมันที่สูงตลอดเดือน ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังแข็งแรง และมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อ หลังเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ตลาดให้น้ำหนักความน่าจะเป็นราว 67% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนตุลาคม นอกจากนี้การทำ buyback พันธบัตรของกระทรวงการคลังยังได้ปริมาณต่ำกว่าเป้า โดยซื้อคืนได้ราว 4.08 พันล้านดอลลาร์ จากที่มีผู้เสนอขาย 10.47 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนยังระมัดระวังแม้ยีลด์จะสูง
น้ำมัน: ร่วงจากความหวังการเจรจาสหรัฐ–อิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับลงหลุดระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่เคยซื้อขายแถว 102 ดอลลาร์ก่อนหน้า ขณะที่ WTI ลดลงราว 2.3% มาแถว 92.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตัวจุดชนวนคือรายงานว่าฝ่ายอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมเจรจา และมีการหยิบยกประเด็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นมาพูดคุย ทำให้ความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันถูกตัดทอนลง และนี่คือกลไกที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังตลาดอื่น เพราะน้ำมันถูกลง หมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อผ่อนคลาย และตลาดพันธบัตรกับหุ้นจึงหายใจได้สะดวกขึ้น
ทองคำและค่าเงิน
ทองคำปรับขึ้นราว 0.8% มาแถว 4,335 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์ แต่ภาพระยะสัปดาห์ยังติดลบราว 1.6% และระยะเดือนติดลบราว 8.5% แม้เทียบปีต่อปีจะยังบวกกว่า 14% เหตุที่ทองยังถูกกดคือยีลด์พันธบัตรที่สูง ซึ่งทำให้ต้นทุนการถือสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผลสูงขึ้นตามไปด้วย ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) อ่อนลงประมาณ 0.3% มาแถว 101.0 จุด จากแรงกดดันของยีลด์ที่ย่อตัวและสัญญาณผ่อนคลายด้านภูมิรัฐศาสตร์
คริปโต
Bitcoin เคลื่อนไหวแถว 84,000–85,000 ดอลลาร์ ทรงตัวถึงบวกเล็กน้อยในวันศุกร์ แต่ปิดสัปดาห์บวกราว 10% เช่นเดียวกับ Ethereum ที่อยู่แถว 2,690–2,740 ดอลลาร์ และบวกราว 10% ในสัปดาห์เดียวกัน จุดสูงสุดของสัปดาห์เกิดขึ้นวันพุธที่ Bitcoin แตะ 87,265 ดอลลาร์ ดัชนี Fear & Greed ขึ้นมาอยู่โซน "Greed" ที่ 72 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบปีต่อปี Bitcoin ยังติดลบราว 25% ซึ่งเป็นเครื่องเตือนว่าการฟื้นตัวรอบนี้เกิดจากฐานที่ต่ำ
สรุปภาพรวม
วันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างชัดเจนของการส่งผ่านปัจจัยข้ามตลาด โดยเริ่มจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทำให้น้ำมันลง ต่อเนื่องไปสู่ความกังวลเงินเฟ้อที่ลดลง ยีลด์พันธบัตรที่หยุดวิ่ง และสุดท้ายคือหุ้นที่ปรับขึ้นได้ ขณะเดียวกันการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐและจีนยังไม่มีข้อสรุปด้านการค้า และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ทำให้ภาพรวมยังเป็นตลาดที่มีทั้งแรงหนุนจากผลประกอบการและแรงกดจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในเวลาเดียวกัน
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน