ขณะที่ตลาดส่วนใหญ่จับตาราคาน้ำมันที่ยืนแถว 100 ดอลลาร์ อีกตัวเลขหนึ่งที่กำลังบอกเรื่องสำคัญไม่แพ้กันคือ ส่วนต่างราคาระหว่าง Brent กับ WTI ซึ่งกว้างขึ้นไปราว 14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 27 ต.ค. 2026 (Brent ราว 113.9 ดอลลาร์ WTI ราว 99.9 ดอลลาร์) เทียบกับราว 4 ดอลลาร์ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และราว 7 ดอลลาร์ปลายเดือนกันยายน ตัวการหลักไม่ใช่ตัวน้ำมัน แต่คือ ค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมัน ที่พุ่งขึ้นหลายเท่าตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน
Brent กับ WTI ต่างกันอย่างไร
WTI เป็นราคาน้ำมันดิบที่ส่งมอบบนบกในสหรัฐ (คุชชิ่ง รัฐโอคลาโฮมา) ส่วน Brent เป็นราคาน้ำมันที่ซื้อขายทางทะเล จึงสะท้อนต้นทุนการขนส่งและความเสี่ยงเส้นทางเดินเรือมากกว่า ปกติส่วนต่างนี้อยู่ราว 3-10 ดอลลาร์ และเมื่อส่วนต่างกว้างเกินไป ผู้ส่งออกสหรัฐจะส่งน้ำมันไปขายต่างประเทศมากขึ้นจนส่วนต่างแคบลงเอง กลไกนี้คือสิ่งที่กำลังติดขัดอยู่ตอนนี้
ค่าเรือกลายเป็นกำแพง
- ค่าเช่าเรือ VLCC จากอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐไปจีนเคยแตะราว 80 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยวช่วงต้นเดือนตุลาคม ประมาณ 10 เท่าของช่วงก่อนสงคราม และยังอยู่ราว 60 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ของวันที่ 22 ต.ค. (อ้างอิง Bloomberg)
- ผู้บริหาร Valero ระบุว่าต้นทุนขนส่งเส้นทางนี้เฉลี่ย 30-35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับราว 5 ดอลลาร์ในปี 2025
- สาเหตุคือเรือจำนวนมากถูกดึงไปใช้ขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลในอ่าวโอมานเพื่อเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูล Kpler ชี้ว่ารอบการเดินเรือไป-กลับเฉลี่ยยาวถึง 23 วัน จากปกติ 9-10 วัน ทำให้ซัพพลายเรือทั่วโลกตึงตัว
ผลคือคำสั่งซื้อน้ำมันดิบสหรัฐของโรงกลั่นในเอเชียสำหรับส่งมอบเดือนพฤศจิกายนลดลงราว 50% จากเดือนกันยายน และอาจเป็นปริมาณต่ำสุดในรอบ 7 ปี น้ำมันสหรัฐจึงล้นอยู่ในประเทศ กด WTI ให้ถูกกว่าตลาดโลก
ตลาดน้ำมันโลกแตกเป็น "ใกล้" กับ "ไกล"
ผู้ซื้อหันไปหาน้ำมันจากแหล่งที่อยู่ใกล้ ทำให้น้ำมันที่ส่งมอบได้ทันทีมีราคาสูงเป็นพิเศษ Wood Mackenzie ระบุว่า Dated Brent (ราคาน้ำมันจริงที่ส่งมอบใกล้) เคยมีพรีเมียมเหนือราคาฟิวเจอร์ส Brent ราว 20 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด ขณะที่น้ำมันจากแหล่งไกลอย่างแอฟริกาตะวันตกบางเกรดกลับถูกขายลดราคาเกือบ 20 ดอลลาร์ ส่วนน้ำมันหนักจากแคนาดา (WCS) ก็มีส่วนต่างกับ WTI กว้างที่สุดตั้งแต่ปี 2023
ผลต่อแต่ละตลาด
- หุ้นพลังงานสหรัฐ: ผลกระทบไม่เท่ากัน โรงกลั่นได้ประโยชน์จากวัตถุดิบในประเทศที่ถูกกว่า ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบที่ขายอิง WTI ได้ประโยชน์จากราคาโลกน้อยกว่า และหุ้นกลุ่มเรือบรรทุกน้ำมันปรับขึ้นแรงตลอดปีนี้
- เงินเฟ้อและพันธบัตร: สหรัฐซึ่งใช้ราคา WTI ได้รับแรงกระแทกด้านต้นทุนน้อยกว่าประเทศผู้นำเข้า แต่ CPI สหรัฐเดือน ก.ย. ที่ 3.7% ยังมีพลังงานเป็นแรงหนุนหลัก ทำให้ตลาดยังให้น้ำหนักกับโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม
- ค่าเงิน: ประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ต้องจ่ายแพงกว่าทั้งค่าน้ำมันและค่าขนส่ง ซึ่งกดดันดุลการค้าและค่าเงิน ขณะที่สหรัฐในฐานะผู้ส่งออกพลังงานได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
- เอเชียและไทย: เมื่อน้ำมันสหรัฐที่ราคาถูกขนมาไม่คุ้ม ผู้นำเข้าในเอเชียต้องพึ่งน้ำมันตะวันออกกลางที่มีพรีเมียมสูงขึ้น ต้นทุนพลังงานจึงสูงกว่าที่ราคา WTI บนหน้าจอสะท้อน
- ทองคำและคริปโต: ไม่ได้รับผลโดยตรง แต่ผ่านช่องทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ย หากค่าเรือยังสูง แรงกดดันเงินเฟ้อนอกสหรัฐจะคงอยู่นานขึ้น
สัญญาณที่ควรติดตาม
จุดที่จะทำให้ส่วนต่างแคบลงคือค่าระวางเรือที่ลดลง ซึ่งขึ้นกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่กลับมาเป็นปกติ ความคืบหน้าการเจรจาในตะวันออกกลาง และแนวคิดของสหรัฐที่พิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเรือบางลำใน "กองเรือเงา" ของรัสเซียเพื่อเพิ่มจำนวนเรือ ในทางกลับกัน หากมีเหตุโจมตีเรือเพิ่ม ส่วนต่างอาจกว้างต่อ สำหรับเทรดเดอร์ ประเด็นสำคัญคือการรู้ว่ากำลังดูราคาน้ำมันตัวไหน เพราะในภาวะนี้ Brent และ WTI อาจเคลื่อนไหวไม่ไปทางเดียวกัน และความผันผวนระหว่างสองสัญญาอาจสูงกว่าปกติ
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน