ท่ามกลางข่าวเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐและงบบริษัทเทคโนโลยี ยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่ตลาดพันธบัตรรอมานาน คือแถลงการณ์ Quarterly Refunding ของกระทรวงการคลังสหรัฐ วันที่ 4 พ.ย. เวลา 08:30 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือราว 20:30 น. ตามเวลาไทย จุดที่ตลาดจับตาไม่ได้อยู่ที่ขนาดประมูลรอบนี้เท่านั้น แต่อยู่ที่ถ้อยคำซึ่งบอกทิศทางการออกพันธบัตรในปี 2027
Refunding คืออะไร และทำไมรอบนี้ต่างจากเดิม
Refunding คือการแจ้งแผนกู้เงินรายไตรมาสของรัฐบาลสหรัฐ ว่าจะออกตราสารอายุใด ขนาดเท่าไร ตลาดให้ความสำคัญเพราะอุปทานพันธบัตรมีผลต่อยีลด์ ซึ่งเป็นต้นทุนเงินทุนอ้างอิงของสินทรัพย์ทั่วโลก
หลายรอบที่ผ่านมา คลังใช้ถ้อยคำว่าคาดจะคงขนาดประมูล Note, Bond และ FRN ไว้ "อย่างน้อยอีกหลายไตรมาส" รายงานของ Bloomberg ระบุว่าดีลเลอร์จำนวนมากคาดว่ารอบนี้อาจมีการแก้ถ้อยคำดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดตั้งแต่ต้นปี 2024 โดยในเดือนสิงหาคมคลังได้เปลี่ยนคำว่า "การเพิ่มขนาด" เป็น "การเปลี่ยนแปลง" แล้ว ซึ่งตลาดอ่านว่าเปิดทางให้ปรับได้ทั้งสองทิศ
ตัวเลขที่อยู่บนโต๊ะ
- ความต้องการกู้: คลังประเมินการกู้ไตรมาส ต.ค.-ธ.ค. ที่ 618,000 ล้านดอลลาร์ ลดจากประมาณการเดิม 10,000 ล้าน แต่ถ้าไม่นับเงินสดต้นงวดที่สูงกว่าคาด ความต้องการกู้จะเพิ่มขึ้น 24,000 ล้าน ส่วนไตรมาส ม.ค.-มี.ค. อยู่ที่ 800,000 ล้านดอลลาร์
- ประมูลรอบถัดไป: หากขนาดไม่เปลี่ยน สัปดาห์หน้าจะมีการประมูลรวม 125,000 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นอายุ 3 ปี 58,000 ล้าน อายุ 10 ปี 42,000 ล้าน และอายุ 30 ปี 25,000 ล้าน
- การซื้อคืน: ตั้งแต่เดือนกันยายน เพดานซื้อคืนพันธบัตรช่วง 10-20 ปีและ 20-30 ปีอยู่ที่ราว 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง จากเดิม 2,000 ล้าน และคลังบอกว่าจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมในรอบนี้
- สัดส่วนตั๋วเงินคลัง: ตั๋วเงินคลังคิดเป็นราว 22% ของหนี้คงค้าง สูงกว่าระดับเฉลี่ยราว 20% ที่คณะที่ปรึกษาเคยแนะนำ
นักวิเคราะห์ยังเห็นไม่ตรงกัน
ผลสำรวจของ Reuters ชี้ว่าดีลเลอร์ส่วนใหญ่คาดว่าขนาดประมูลรอบนี้จะไม่เปลี่ยน แต่คาดว่าปีหน้าคลังอาจลดพันธบัตร 20 และ 30 ปี แล้วไปเพิ่มช่วง 2-10 ปีแทน ด้านจังหวะเวลามีความเห็นต่าง Citigroup คาดว่าจะเริ่มลดได้ตั้งแต่เดือนนี้ UBS มองว่าการปรับถ้อยคำน่าจะมาก่อนการลงมือจริง และยังไม่เห็นการเปลี่ยนจนถึงเดือนพฤษภาคม ขณะที่ JPMorgan คาดว่าขนาดจะคงไว้ถึงเดือนสิงหาคมปีหน้า และมองว่าการลดพันธบัตรระยะยาวไม่รอบคอบเมื่อความต้องการกู้สูงและความต้องการตั๋วเงินคลังเริ่มนิ่ง
ผลต่อแต่ละตลาด
- พันธบัตร: ยีลด์ 10 ปีอยู่แถว 4.9% และ 30 ปีเคยอยู่เหนือ 5.30% เมื่อวันศุกร์ก่อน หากคลังส่งสัญญาณลดอุปทานระยะยาว ส่วนต่างยีลด์ระยะยาวกับระยะสั้นอาจแคบลง ในทางกลับกัน หากถ้อยคำไม่เปลี่ยน ตลาดอาจต้องประเมินความคาดหวังเดิมใหม่
- ค่าเงินดอลลาร์: ปฏิกิริยาขึ้นกับยีลด์เป็นหลัก ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักเฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมราว 75-79% ทำให้ดอลลาร์มีแรงหนุนจากฝั่งนโยบายอยู่แล้ว
- ทองคำ: ราคาแถว 3,930 ดอลลาร์ถูกกดดันจากดอลลาร์และยีลด์ จึงอ่อนไหวต่อความเคลื่อนไหวของยีลด์ระยะยาวหลังแถลงการณ์
- หุ้น: ยีลด์ระยะยาวเป็นตัวคิดลดกำไรในอนาคต หุ้นเติบโตจึงไวเป็นพิเศษ โดย Nasdaq 100 ปิดวันจันทร์ในเขตปรับฐาน ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดือนตุลาคมเกิน 10% ก่อนฟื้นเล็กน้อยในวันอังคาร
- คริปโต: สินทรัพย์เสี่ยงยังตอบสนองต่อสภาพคล่องและยีลด์ ส่วนกระแสการซื้อตั๋วเงินคลังจาก Stablecoin ที่เจ้าหน้าที่คลังเคยกล่าวถึง Bloomberg ระบุว่ายังไม่เกิดในปริมาณมาก
ข้อจำกัดของเรื่องนี้
อุปทานไม่ใช่ตัวแปรเดียวของยีลด์ นักกลยุทธ์จาก Wells Fargo มองว่าแรงกดดันใหญ่กว่าอยู่ที่พลังงานและการเติบโต สะท้อนจากการที่คลังเพิ่มการซื้อคืนแล้วแต่ยีลด์ระยะยาวยังสูง ขณะที่ขาดดุลงบประมาณระดับราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปียังเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่แก้ไม่ได้ด้วยการจัดส่วนผสมของอายุตราสารเพียงอย่างเดียว การปรับถ้อยคำจึงเปลี่ยนว่าหนี้จะกระจุกอยู่ช่วงใด แต่ไม่ได้ลดจำนวนหนี้ที่ต้องกู้
ประเด็นที่น่าติดตามหลังแถลงการณ์คือ ถ้อยคำ "อย่างน้อยอีกหลายไตรมาส" ยังอยู่หรือไม่ แผนการซื้อคืนรอบใหม่เป็นอย่างไร และการประมูลสัปดาห์หน้าได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากเพียงใด
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน