เวลาเห็นกราฟที่พุ่งขึ้นแทบเป็นเส้นตั้ง หลายคนรู้สึกว่าต้องรีบเข้าก่อนจะสายเกินไป แต่ในทางเทคนิค เทรนด์ที่ชันเกินไปไม่ได้แปลว่าแข็งแรงกว่า หลายครั้งมันเป็นสัญญาณว่าเทรนด์กำลังเข้าสู่ช่วงท้าย
บทความนี้จะพาไปดูว่ามุมของเทรนด์บอกอะไร ทำไมการขึ้นแบบพาราโบลา (Parabolic) ถึงอันตราย พร้อมตัวอย่างจริงจากหุ้น โลหะเงิน และคริปโต และวิธีรับมือทั้งตอนที่ถืออยู่และตอนที่ยังไม่ได้เข้า
มุมของเทรนด์ 3 แบบ
ถ้าเราลากเส้นแนวโน้มใต้จุดต่ำของขาขึ้น จะแบ่งเทรนด์ตามความชันได้คร่าว ๆ เป็นสามแบบ
- เทรนด์ลาด ขึ้นช้า ๆ ขาพักบ่อย ดูน่าเบื่อ แต่มักอยู่ได้นาน
- เทรนด์มุมปกติ ขาวิ่งกับขาพักสลับกันเป็นจังหวะ เป็นเทรนด์ที่เทรดง่ายที่สุด
- เทรนด์พาราโบลา ความชันไม่คงที่ แต่ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขาพักสั้นลงจนแทบหายไป เส้นแนวโน้มเดิมใช้ไม่ได้ ต้องลากเส้นใหม่ที่ชันกว่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก
ทำไมการขึ้นแบบพาราโบลาถึงอันตราย
เหตุผลแรก คือคนซื้อเริ่มหมด ช่วงท้ายของพาราโบลา คนที่อยากซื้อส่วนใหญ่ซื้อไปแล้ว แรงซื้อที่เหลือมาจากคนกลัวตกรถ และคนที่กู้เงินมาเทรดด้วยเลเวอเรจ เมื่อไม่มีคนใหม่เข้ามาเติม ราคาก็หยุดขึ้นทันที
เหตุผลที่สอง คือใต้ราคาไม่มีแนวรับ ในเทรนด์ปกติ ขาพักแต่ละครั้งสร้างจุดที่มีคนรับซื้อไว้เป็นขั้น ๆ แต่ในพาราโบลา ราคาวิ่งขึ้นเร็วจนแทบไม่มีจุดพัก เมื่อราคากลับตัว จึงไม่มีอะไรรองรับระหว่างทาง ราคาร่วงได้เร็วพอ ๆ กับตอนขึ้น
เหตุผลที่สาม คือราคาห่างจากค่าเฉลี่ยมากผิดปกติ ลองเทียบราคากับเส้น MA ระยะกลาง ในเทรนด์ปกติราคาจะวิ่งไม่ห่างจากเส้นมาก แต่ในพาราโบลา ระยะห่างจะถ่างออกเรื่อย ๆ เหมือนยางที่ถูกยืดจนตึง
ตัวอย่างจริงจาก 3 ตลาด
ตลาดการเงินมีตัวอย่างการขึ้นแบบพาราโบลาแล้วร่วงหนักให้เห็นหลายครั้ง และเกิดได้กับทุกสินทรัพย์
- ดัชนี Nasdaq ยุคดอทคอม ขึ้นไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 5,132.52 จุด เมื่อ 10 มีนาคม 2000 แล้วร่วงลงไปต่ำสุดที่ 1,108.49 จุด ในเดือนตุลาคม 2002 หายไปราว 78% และต้องรอถึงเดือนเมษายน 2015 กว่าราคาปิดจะกลับมาทำสถิติใหม่ได้
- โลหะเงิน ปี 1980 ช่วงที่พี่น้องตระกูลฮันต์กว้านซื้อ ราคาพุ่งขึ้นไปถึง 49.45 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อ 17 มกราคม 1980 ก่อนร่วงเหลือ 10.80 ดอลลาร์ ในวันที่ 27 มีนาคม 1980 ซึ่งถูกเรียกว่า Silver Thursday ลดลงราว 78% ในเวลาไม่ถึงสามเดือน
- Bitcoin ปลายปี 2017 ขึ้นไปใกล้ 20,000 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2017 แล้วลงไปต่ำสุดราว 3,122 ดอลลาร์ ในเดือนธันวาคม 2018 หายไปราว 84%
สิ่งที่ทั้งสามกรณีมีเหมือนกัน คือช่วงท้ายราคาขึ้นชันขึ้นเรื่อย ๆ มีข่าวและกระแสพูดถึงทุกที่ และคนจำนวนมากเชื่อว่า "ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม" ก่อนราคาจะกลับตัวอย่างรวดเร็ว
ข้อควรระวังคือ เราเลือกตัวอย่างที่จบไม่ดีมาให้ดู เพื่อให้เห็นความเสี่ยงชัด ๆ ไม่ใช่ว่าการขึ้นชันทุกครั้งจะจบแบบนี้ บางครั้งราคาแค่พักออกข้างนาน ๆ แล้วไปต่อได้ สิ่งที่ตัวอย่างเหล่านี้บอกคือ ความเสี่ยงสูงขึ้นมาก ไม่ใช่ราคาต้องร่วงเสมอ
สัญญาณว่าเทรนด์กำลังกลายเป็นพาราโบลา
ยิ่งเห็นหลายข้อพร้อมกัน ยิ่งควรระวัง โดยเฉพาะข้อ 1 ที่เห็นได้ชัดที่สุดจากกราฟ ถ้าเส้นแนวโน้มที่ลากไว้ถูกทิ้งห่างจนต้องลากใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แปลว่าความชันกำลังเร่งตัว
รับมือยังไง
ถ้าถืออยู่แล้วและมีกำไร ไม่จำเป็นต้องขายทั้งหมดทันที เพราะไม่มีใครรู้จุดสูงสุดจริง แต่ควรปกป้องกำไรให้มากขึ้น เช่น เลื่อนจุดตัดขาดทุนตามขึ้นให้ชิดกว่าปกติ หรือทยอยขายบางส่วนเมื่อราคาห่างจากค่าเฉลี่ยมาก ๆ
ถ้ายังไม่ได้เข้า อย่าไล่ซื้อเพียงเพราะกลัวตกรถ จุดเข้าในช่วงพาราโบลามักอยู่ไกลจากแนวรับใด ๆ ทำให้ต้องวางจุดตัดขาดทุนกว้างมาก หรือไม่มีจุดให้วางเลย
ถ้าคิดจะสวน ต้องระวังเป็นพิเศษ พาราโบลาขึ้นได้ไกลกว่าที่ใครคิดเสมอ การขายสวนเพราะ "ขึ้นมาเยอะแล้ว" เป็นวิธีที่เสียเงินได้เร็วมาก ทางที่ปลอดภัยกว่าคือรอให้โครงสร้างราคาเสียก่อน เช่น ราคาหลุดจุดต่ำล่าสุดชัดเจน แล้วค่อยพิจารณา
สิ่งที่ต้องจำ
- ชันกว่า ไม่ได้แปลว่าดีกว่า เทรนด์มุมปกติยั่งยืนที่สุด
- พาราโบลา คือเทรนด์ที่ความชันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องลากเส้นแนวโน้มใหม่ซ้ำ ๆ
- อันตรายเพราะ คนซื้อเริ่มหมด ใต้ราคาไม่มีแนวรับ และราคาห่างค่าเฉลี่ยผิดปกติ
- ตัวอย่างจริง Nasdaq 2000 ราว -78% · โลหะเงิน 1980 ราว -78% · Bitcoin 2017 ราว -84%
- ถืออยู่ ปกป้องกำไร · ยังไม่เข้า ไม่ไล่ · จะสวน รอโครงสร้างเสียก่อน
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวอย่างในอดีตถูกเลือกมาเพื่ออธิบายความเสี่ยง ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ