ประเด็นที่มีอิทธิพลต่อตลาดการเงินโลกมากที่สุดในช่วงนี้ ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจหรือผลประกอบการ แต่คือความคืบหน้าของการเจรจาเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเหวี่ยงแรงเป็นรายวัน และส่งผลต่อเนื่องไปยังพันธบัตร ค่าเงิน ทองคำ และตลาดหุ้น
ทำไมฮอร์มุซถึงสำคัญขนาดนั้น
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 20-21% ของปริมาณการค้าน้ำมันทั่วโลกในแต่ละปี นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางหลักของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปุ๋ย และวัตถุดิบเคมีอุตสาหกรรมอีกจำนวนมาก เมื่อช่องแคบถูกปิดหรือถูกจำกัดการเดินเรือ ต้นทุนพลังงานทั่วโลกจะปรับขึ้นทันที และผลกระทบจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อในเวลาไม่กี่สัปดาห์
สถานะล่าสุดของการเจรจา
ตามรายงานล่าสุด อิหร่านและโอมานบรรลุกรอบข้อตกลงเรื่องเส้นทางเดินเรือชั่วคราวผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว และอยู่ระหว่างการร่างแถลงการณ์ร่วมขั้นสุดท้าย สาระสำคัญคือข้อตกลงจะให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมเรือที่แล่นเข้าสู่ช่องแคบมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยอมผ่อนปรนที่มีนัยสำคัญจากฝั่งตะวันตก
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติช่องแคบยังไม่ได้กลับสู่ภาวะปกติ ยังมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือที่ต้องหันหัวกลับอยู่ ทำให้ตลาดยังไม่กล้าตัดค่าความเสี่ยง (risk premium) ออกจากราคาน้ำมันทั้งหมด
ตลาดตอบสนองอย่างไร
ความไม่แน่นอนนี้สร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบ "ขึ้น-ลงตามพาดหัวข่าว" อย่างชัดเจนในสัปดาห์นี้
- ต้นสัปดาห์ เมื่อมีสัญญาณว่าข้อตกลงใกล้เกิดขึ้น ราคาน้ำมันร่วงลงกว่า 10% ภายในไม่กี่วัน และตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ ทั้งดาวโจนส์และ S&P 500
- วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม เมื่อเกิดความกังวลเรื่องการเข้าถึงเส้นทางเดินเรือ ราคาน้ำมันเบรนท์ดีดกลับ 3.83% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดาวโจนส์ปรับตัวลง 464 จุด
ผลกระทบต่อสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน
ประเด็นนี้ไม่ได้จบที่ตลาดพลังงานอย่างเดียว แต่ส่งผ่านเป็นลูกโซ่
- พันธบัตร ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้อ ส่งให้ยีลด์ 10 ปีขยับขึ้นแตะราว 4.67% และ 30 ปีที่ราว 5.21% ซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้นสำหรับทั้งบริษัทและผู้บริโภค
- ค่าเงิน ความหวังเรื่องข้อตกลงสันติภาพช่วยลดความต้องการถือดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดัชนีดอลลาร์อ่อนตัวลงมาที่ราว 99.6-99.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์
- ทองคำ ได้ประโยชน์จากทั้งดอลลาร์ที่อ่อนและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทะลุ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน
- หุ้นกลุ่มพลังงานกับสายการบิน เคลื่อนไหวสวนทางกันตามทิศทางราคาน้ำมันอย่างชัดเจน
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรเข้าใจจากสถานการณ์นี้
บทเรียนสำคัญคือ ตลาดกำลังซื้อขาย "ความน่าจะเป็นของข้อตกลง" ไม่ใช่ตัวข้อตกลงจริง ราคาจึงเคลื่อนไหวตามพาดหัวข่าวและคำให้สัมภาษณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเหตุการณ์แบบไม่ต่อเนื่อง (binary event) คาดเดาจังหวะได้ยาก
สภาพแวดล้อมแบบนี้มีลักษณะเด่นที่ควรตระหนัก ได้แก่ ความผันผวนระหว่างวันที่สูงกว่าปกติ ช่องว่างราคา (gap) ระหว่างการเปิดตลาดที่กว้างขึ้น และสภาพคล่องที่บางลงในช่วงที่ข่าวออก นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนยังเตือนว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันของสหรัฐลดลงราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทำให้กันชนด้านอุปทานของโลกบางลง และตลาดจะเปราะบางเป็นพิเศษหากการเจรจาล้มเหลว
ในอีกด้านหนึ่ง หากข้อตกลงบรรลุผลจริงและช่องแคบกลับมาเดินเรือได้ตามปกติ ค่าความเสี่ยงที่ยังอยู่ในราคาน้ำมันก็มีโอกาสถูกถอดออกอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกลับไปกดยีลด์และหนุนสินทรัพย์เสี่ยง สิ่งที่ชี้ขาดจึงอยู่ที่แถลงการณ์ร่วมฉบับสุดท้ายและการปฏิบัติจริงบนเส้นทางเดินเรือ ไม่ใช่การคาดการณ์ล่วงหน้า
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน