เหตุการณ์ที่ตลาดการเงินทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ คือการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับขึ้นแตะระดับ 5.31% เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2026 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 หรือราว 19 ปี เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดตราสารหนี้ แต่เป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังหุ้น ทองคำ ค่าเงิน และต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน
เกิดอะไรขึ้น
ยีลด์พันธบัตร 30 ปี หรือที่เรียกกันว่า "long bond" ปรับขึ้นเกือบ 6 basis points ในวันเดียว ทะลุจุดสูงเดิมของเดือนก่อนหน้า การปรับขึ้นครั้งนี้ต่อเนื่องจากแรงขายในสัปดาห์ก่อน ซึ่งบีบให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องประมูลขายพันธบัตร 30 ปี วงเงิน 25,000 ล้านดอลลาร์ ที่ยีลด์ 5.216% ถือเป็นการประมูลที่มีต้นทุนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001
ที่สำคัญคือ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในสหรัฐฯ ยีลด์พันธบัตร 30 ปีของแคนาดาขึ้นไปสูงสุดตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่พันธบัตรเยอรมนีขึ้นไปแตะระดับของปี 2011 สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับการถือครองหนี้ระยะยาว
ทำไมยีลด์ระยะยาวถึงขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวประกอบด้วยสามส่วนหลัก คือ ความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต ความคาดหวังเงินเฟ้อ และ term premium หรือส่วนชดเชยความเสี่ยงที่นักลงทุนขอเพิ่มจากการถือพันธบัตรอายุยาว ปัจจัยที่ผลักดันรอบนี้ ได้แก่
- การขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัว — กระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายงานว่าการขาดดุลรายเดือนขึ้นไปสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี โดยมีต้นทุน Medicare และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะเป็นตัวเร่ง ขณะที่ CBO ปรับเพิ่มประมาณการขาดดุลรายปีเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ประเมินไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ราว 2 แสนล้านดอลลาร์
- ปริมาณการออกพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น — เมื่อรัฐต้องกู้มากขึ้น อุปทานพันธบัตรก็ล้นตลาด ราคาจึงลดลงและยีลด์ปรับขึ้นตามกลไก
- เงินเฟ้อที่ยังเหนือเป้าหมาย — เงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่เหนือกรอบเป้าหมายของเฟดต่อเนื่องมา 5 ปี ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าอำนาจซื้อของเงินต้นในอีก 30 ปีข้างหน้าจะถูกรักษาไว้ได้
- ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น — น้ำมันที่พุ่งจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน เป็นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ตอกย้ำความกังวลข้างต้น
ส่งผลต่อตลาดอย่างไร
หุ้น: ยีลด์ระยะยาวคือ "อัตราคิดลด" ที่ใช้ประเมินมูลค่ากิจการ เมื่อยีลด์สูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตจะลดลง หุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยีที่กำไรกระจุกตัวในอนาคตจึงถูกกระทบหนักกว่ากลุ่มอื่น สอดคล้องกับที่ Nasdaq ปรับตัวลงมากกว่าดาวโจนส์และ S&P 500 ในวันเดียวกัน
ทองคำ: ตามทฤษฎี ยีลด์ที่สูงขึ้นควรกดดันทองคำ เพราะทองไม่มีดอกผล แต่รอบนี้ทองคำยังยืนแถว 4,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ เพราะสาเหตุที่ยีลด์ขึ้นคือความกังวลเรื่องวินัยการคลังและเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่นักลงทุนถือทองคำ
ค่าเงิน: โดยปกติยีลด์สูงจะดึงเงินทุนเข้าและหนุนดอลลาร์ แต่วันดังกล่าวดัชนีดอลลาร์กลับอ่อนลง 0.2% ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าสังเกต เพราะสะท้อนว่าตลาดอาจมองยีลด์ที่ขึ้นครั้งนี้เป็น "ความเสี่ยงด้านเครดิตและการคลัง" มากกว่า "ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ"
เศรษฐกิจจริง: ยีลด์ 30 ปีเป็นฐานอ้างอิงของดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านระยะยาวและต้นทุนกู้ยืมของบริษัท เมื่อขึ้นสูงต่อเนื่อง จะกดกิจกรรมภาคอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนของภาคธุรกิจในระยะถัดไป
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรติดตาม
- ผลการประมูลพันธบัตรระยะยาวครั้งถัดไป ว่าอุปสงค์กลับมาหรือยัง
- ตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งจะกำหนดทิศทางความคาดหวังดอกเบี้ย
- ความคืบหน้าของสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ที่มีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
- ความชันของเส้นผลตอบแทน (yield curve) ว่าเป็นการชันขึ้นจากปลายยาว (bear steepening) ต่อเนื่องหรือไม่
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน