เว็บเรียนเทรดและวิเคราะห์ตลาดการเงินสำหรับคนไทย — หุ้น ทองคำ คริปโต ดัชนี · คอร์สฟรี บทความ TA/FA เครื่องมือคำนวณเริ่มเรียน
จิตวิทยาการเทรด

รับมือ Drawdown ทางใจ — ขาดทุนติดกันแล้วไปต่อยังไง

รับมือ Drawdown ทางใจ — ขาดทุนติดกันแล้วไปต่อยังไง

ช่วงที่พอร์ตถอยจากจุดสูงสุดแล้วยังไม่กลับ ทำร้ายคนด้วยความยาว ไม่ใช่ความแรง ลงเร็วแค่ 9 ไม้ แต่ขากลับต้องใช้ถึง 38 ไม้ และงานวิจัยพบว่าความกดดันที่ค้างนานทำให้ความกล้ารับความเสี่ยงหดลง 44% บทความนี้พาดูเลขจริงและแผนรับมือที่ต้องเขียนไว้ตอนหัวยังเย็น

ไม้แรกที่ขาดทุนยังเฉย ๆ · ไม้ที่สองบอกตัวเองว่าเรื่องปกติ · พอถึงไม้ที่ห้าที่หก สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ตัวเลขในพอร์ตอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกตอนเปิดกราฟในเช้าวันถัดมา

ช่วงที่พอร์ตถอยจากจุดสูงสุดลงมาแล้วยังไม่กลับขึ้นไป เรียกว่า Drawdown · ด้านที่เป็นตัวเลขวัดได้ตรงไปตรงมา แต่ด้านที่ทำให้คนเลิกเทรดจริง ๆ คือด้านที่เกิดขึ้นในหัวระหว่างที่ยังไม่กลับ และบทนี้พูดถึงด้านนั้นเป็นหลัก

ต่างจากการแก้แค้นตลาดตรงที่มันไม่ได้จบในวันเดียว

ในหมวดนี้เคยพูดถึงอาการที่เจ็บจากไม้เดียวแล้วรีบกดกลับทันทีไปแล้ว · สิ่งที่กำลังพูดถึงตอนนี้ยาวกว่านั้นมาก ไม่ใช่ความโกรธที่พุ่งขึ้นในสิบนาที แต่เป็นความรู้สึกที่ค่อย ๆ สะสมตลอดสองสัปดาห์หรือสองเดือน

ความยาวคือสิ่งที่ทำให้มันอันตรายกว่า · อารมณ์พุ่งแรงมักหายเองในไม่กี่ชั่วโมง แต่ความกดดันที่ค้างอยู่นานจะเปลี่ยนวิธีตัดสินใจของคนไปทีละนิดจนเจ้าตัวไม่ทันสังเกต · คนส่วนใหญ่จึงไม่ได้เลิกเทรดเพราะไม้ที่แย่ที่สุด แต่เลิกระหว่างช่วงที่มันยืดเยื้อ

ยิ่งลึก ยิ่งต้องทำกลับมากขึ้นแบบไม่เป็นเส้นตรง แท่ง = กำไรที่ต้องทำให้ได้ เพื่อกลับไปเท่าทุนเดิม +5.3% ขาดทุน 5% +11.1% ขาดทุน 10% +25% ขาดทุน 20% +42.9% ขาดทุน 30% +66.7% ขาดทุน 40% +100% ขาดทุน 50%

เลขที่อธิบายว่าทำไมช่วงนี้ถึงรู้สึกยาว

ความไม่สมมาตรของการขาดทุนเป็นเรื่องเลขคณิตล้วน ๆ · เสียไป 20% ต้องทำกำไร 25% ถึงเท่าทุน · เสียไป 50% ต้องทำกำไรถึง 100% · ยิ่งลึกลงไป ระยะทางขากลับก็ยิ่งยาวกว่าขาลงแบบทวีคูณ

แต่ตัวเลขที่กัดใจกว่าคือจำนวนไม้ · สมมติระบบหนึ่งชนะ 50% กำไรต่อขาดทุน 1.5 ต่อ 1 เสี่ยงไม้ละ 1% ของพอร์ต · การขาดทุนสุทธิราวเก้าไม้ทำให้พอร์ตถอยลงราว 8.7% ได้ในเวลาไม่กี่วัน · แต่ด้วยความได้เปรียบเฉลี่ยของระบบนี้ที่ราว 0.24% ต่อไม้ ต้องใช้ราว 38 ไม้ถึงจะกลับมาเท่าเดิม

ลงเร็วเก้าไม้ ขึ้นช้าสามสิบแปดไม้ · นี่คือเหตุผลที่ความรู้สึกว่ายังไม่กลับสักทีนั้นไม่ใช่ภาพหลอน มันยาวจริงตามคณิตศาสตร์ของระบบเอง และคนที่ไม่เคยเห็นเลขชุดนี้มาก่อนมักตีความช่วงรอว่าเป็นสัญญาณว่าระบบพัง

ระบบที่ทำเงินได้ก็มีช่วงนี้เป็นเรื่องปกติ

ลองจำลองระบบเดิมนี้ให้เดินครบ 200 ไม้ ทำซ้ำสองแสนรอบ แล้วดูว่าแต่ละรอบเจอจุดที่ถอยลงลึกที่สุดเท่าไหร่ · ผลที่ได้คือครึ่งหนึ่งของเส้นทางเจอจุดลึกสุดราว 9% · หนึ่งในสิบเจอลึกกว่า 13% · และหนึ่งในร้อยเจอลึกกว่า 19%

ทั้งหมดนี้คือระบบเดียวกันที่ได้เปรียบจริงและจบด้วยกำไรในระยะยาว · การถอยลงเกือบสิบเปอร์เซ็นต์จึงไม่ใช่หลักฐานว่าอะไรเสียหาย มันคือรูปร่างปกติของเส้นทาง

จุดที่ถอยลึกสุดใน 200 ไม้ ของระบบที่กำไร จำลอง 200,000 รอบ · ชนะ 50% · กำไรต่อขาดทุน 1.5 ต่อ 1 · เสี่ยงไม้ละ 1% ครึ่งหนึ่งของเส้นทาง ลึกราว 8.7% หนึ่งในสิบเส้นทาง ลึกกว่า 13.3% หนึ่งในร้อยเส้นทาง ลึกกว่า 18.9%

ร่างกายเปลี่ยนคนตัดสินใจไปด้วย

งานเก็บตัวอย่างน้ำลายเทรดเดอร์ 17 คนบนฟลอร์ซื้อขายในลอนดอนตลอด 8 วันทำการ ตีพิมพ์ปี 2008 พบว่ายิ่งผลกำไรขาดทุนของคนนั้นเหวี่ยงแรง ระดับคอร์ติซอลเฉลี่ยของเขาก็ยิ่งสูง และค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่มในแต่ละวันเคลื่อนไปตามความผันผวนที่ตลาดคาดการณ์อย่างชัดเจน

คำถามถัดมาคือฮอร์โมนตัวนี้ทำอะไรกับการตัดสินใจ · งานปี 2014 ทดลองกับอาสาสมัคร 36 คน โดยทำให้คอร์ติซอลสูงขึ้น 69% ต่อเนื่องนาน 8 วัน แล้ววัดความเต็มใจรับความเสี่ยง · ผลคือส่วนชดเชยความเสี่ยงที่พวกเขาต้องการลดลงถึง 44% แปลว่าคนกลุ่มนี้กลายเป็นคนที่เลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จุดสำคัญคือผลนี้มาจากภาวะที่สูงต่อเนื่องหลายวัน ไม่ใช่ความเครียดวูบเดียว · ซึ่งตรงกับสภาพของคนที่อยู่ในช่วงพอร์ตถอยยาว ๆ พอดี · คนคนเดิม ระบบเดิม แต่เกณฑ์ในใจว่าอะไรเสี่ยงเกินไปได้ขยับไปแล้วโดยไม่มีใครบอก

ความกดดันที่ค้างนาน เปลี่ยนเกณฑ์ความเสี่ยงในใจ งานทดลองปี 2014 · อาสาสมัคร 36 คน สิ่งที่ทำกับร่างกาย +69% คอร์ติซอลสูงขึ้น ต่อเนื่อง 8 วัน สิ่งที่เกิดกับการตัดสินใจ -44% ความเต็มใจรับความเสี่ยงหดลง ผลนี้เกิดจากภาวะที่สูงต่อเนื่องหลายวัน ไม่ใช่ความเครียดวูบเดียว

อาการมีสองขั้ว และต้องแยกให้ออกว่าตัวเองอยู่ขั้วไหน

ขั้วแรกคือเร่งเครื่อง · เพิ่มขนาดไม้เพื่อให้กลับมาเร็วขึ้น รับสัญญาณที่ปกติจะข้าม ย่นระยะพักระหว่างไม้ · ขั้วนี้อันตรายเพราะมันทำให้ช่วงที่ควรตื้นกลายเป็นลึกภายในไม่กี่วัน

ขั้วที่สองคือค้างอยู่กับที่ · เห็นสัญญาณที่เข้าเกณฑ์ทุกข้อแล้วแต่มือไม่ยอมกด · ลดขนาดไม้ลงจนแม้ชนะก็ไม่พอถอนพอร์ตกลับ · เลื่อนจุดทำกำไรเข้ามาใกล้จนตัดกำไรก้อนใหญ่ทิ้งไปหมด · ขั้วนี้คือหน้าตาของสิ่งที่งานทดลองเรื่องฮอร์โมนวัดได้ และมันเงียบกว่าจนคนมักไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นอยู่

ทั้งสองขั้วให้ผลปลายทางเหมือนกันคือระบบไม่ได้ถูกใช้ตามที่มันถูกทดสอบมา · ช่วงที่พอร์ตถอยจึงไม่ค่อยฆ่าใครด้วยตัวมันเอง สิ่งที่ฆ่าคือการเปลี่ยนวิธีเล่นระหว่างที่มันกำลังเกิด

แผนที่ต้องเขียนไว้ตอนที่ยังไม่เจ็บ

หัวใจของเรื่องนี้คือตัดสินใจล่วงหน้าตอนที่หัวยังเย็น · ถ้ารอไปเขียนแผนตอนพอร์ตถอยไปแล้ว คนที่เขียนคือคนที่เกณฑ์ในใจขยับไปแล้ว

ขั้นแรก กำหนดเส้นเตือนไว้เป็นตัวเลข · เช่นถอยถึง 5% ให้กลับไปอ่านบันทึกการเทรดย้อนหลังยี่สิบไม้ · ถอยถึง 8% ให้ลดขนาดไม้ลงครึ่งหนึ่ง · ถอยถึง 12% ให้หยุดเทรดเงินจริงจนกว่าจะตรวจระบบเสร็จ · ตัวเลขไม่ต้องเหมือนใคร แต่ต้องมีอยู่ก่อน

ขั้นที่สอง ยอมรับต้นทุนของการลดไซส์ · ลดความเสี่ยงต่อไม้จาก 1% เหลือ 0.5% ทำให้ช่วงถอย 8.7% ที่เดิมใช้ 38 ไม้ กลายเป็นราว 74 ไม้ · นี่คือการซื้อความสงบด้วยเวลา ซึ่งคุ้มถ้ารู้ตัวว่ากำลังซื้ออะไรอยู่ ไม่คุ้มถ้าลดเพราะกลัวแล้วมาโทษระบบว่าโตช้า

ขั้นที่สาม แยกให้ออกว่าระบบพังหรือแค่ช่วงปกติ · เปิดบันทึกดูว่าไม้ที่ขาดทุนเข้าตามเกณฑ์ครบทุกข้อหรือไม่ · ถ้าเข้าตามเกณฑ์ทั้งหมดแปลว่ากำลังเจอช่วงปกติของระบบ · ถ้ามีไม้นอกเกณฑ์ปนอยู่มาก ปัญหาคือวินัย ไม่ใช่ระบบ และการไปแก้ระบบตอนนั้นจะทำให้แย่ลง

ขั้นที่สี่ กลับเข้าเป็นขั้น ไม่ใช่ก้าวเดียว · กลับมาที่ขนาดเดิมหลังจากทำตามเกณฑ์ได้ครบสิบไม้ติดโดยไม่สนว่าผลออกมาเป็นอย่างไร · เงื่อนไขการกลับต้องผูกกับพฤติกรรม ไม่ใช่ผูกกับกำไร เพราะกำไรอยู่นอกการควบคุมแต่การทำตามเกณฑ์อยู่ในมือ

เส้นเตือนที่เขียนไว้ตอนหัวยังเย็น ถอย 5% กลับไปอ่านบันทึกย้อนหลัง 20 ไม้ ว่าเข้าตามเกณฑ์ครบหรือไม่ ถอย 8% ลดขนาดไม้ลงครึ่งหนึ่ง โดยรู้ว่าขากลับจะยาวขึ้นราวเท่าตัว ถอย 12% หยุดเทรดเงินจริง จนกว่าจะตรวจระบบและบันทึกเสร็จ ขากลับ กลับไซส์เดิมเมื่อทำตามเกณฑ์ครบ 10 ไม้ติด ไม่ผูกกับกำไร

สรุปบทเรียน

ช่วงที่พอร์ตถอยจากจุดสูงสุดมีสองด้านคือด้านตัวเลขและด้านที่เกิดในหัว และด้านหลังคือด้านที่ทำให้คนเลิกเทรดจริง สิ่งที่ทำให้มันหนักคือความไม่สมมาตรของเลขคณิต ขาดทุน 20% ต้องทำกำไรกลับ 25% ขาดทุน 50% ต้องทำกำไรกลับ 100% และเมื่อคิดเป็นจำนวนไม้ ระบบที่ชนะ 50% กำไรต่อขาดทุน 1.5 ต่อ 1 เสี่ยงไม้ละ 1% จะถอยลงราว 8.7% ได้ด้วยการขาดทุนสุทธิเพียงเก้าไม้ แต่ต้องใช้ราว 38 ไม้ถึงกลับมาเท่าเดิม การจำลองระบบเดียวกันสองแสนรอบพบว่าครึ่งหนึ่งของเส้นทางเจอจุดลึกสุดราว 9% หนึ่งในสิบลึกกว่า 13% หนึ่งในร้อยลึกกว่า 19% ทั้งที่เป็นระบบที่ได้เปรียบจริง ระหว่างช่วงนี้ร่างกายก็เปลี่ยนคนตัดสินใจไปด้วย งานเก็บข้อมูลเทรดเดอร์ 17 คนตลอด 8 วันทำการปี 2008 พบว่าผลกำไรขาดทุนที่เหวี่ยงแรงสัมพันธ์กับคอร์ติซอลที่สูงขึ้น และงานทดลองปี 2014 กับอาสาสมัคร 36 คนพบว่าการทำให้คอร์ติซอลสูงขึ้น 69% ต่อเนื่อง 8 วัน ทำให้ความเต็มใจรับความเสี่ยงลดลงถึง 44% อาการจึงออกได้สองขั้วคือเร่งเครื่องเพื่อเอาคืนเร็ว กับค้างอยู่กับที่จนกดไม่ลง ซึ่งทั้งคู่ทำให้ระบบไม่ได้ถูกใช้ตามที่ทดสอบมา ทางออกคือเขียนเส้นเตือนเป็นตัวเลขไว้ล่วงหน้า ยอมรับว่าการลดไซส์ครึ่งหนึ่งจะทำให้ขากลับยาวขึ้นราวเท่าตัว แยกให้ออกว่าระบบพังหรือแค่ช่วงปกติด้วยการดูว่าไม้ที่เสียเข้าตามเกณฑ์หรือไม่ และผูกเงื่อนไขการกลับไซส์เดิมไว้กับพฤติกรรมแทนกำไร

สิ่งที่ต้องจำ

  • 🔑 ต่างจากการเอาคืนไม้เดียวตรงที่มันยาว — ความกดดันที่ค้างนานเปลี่ยนวิธีตัดสินใจทีละนิดจนไม่ทันสังเกต
  • เลขไม่สมมาตร: เสีย 20% ต้องทำกลับ 25% · เสีย 30% ต้องทำกลับ 42.9% · เสีย 50% ต้องทำกลับ 100%
  • ลงเร็ว ขึ้นช้า: ระบบชนะ 50% กำไรต่อขาดทุน 1.5:1 เสี่ยง 1% — ถอย 8.7% ใช้ขาดทุนสุทธิ 9 ไม้ แต่กลับมาเท่าเดิมต้องใช้ราว 38 ไม้
  • จำลอง 200,000 รอบ (200 ไม้ต่อรอบ): ครึ่งหนึ่งเจอจุดลึกสุดราว 9% · 1 ใน 10 ลึกกว่า 13% · 1 ใน 100 ลึกกว่า 19% — ทั้งที่เป็นระบบที่กำไร
  • ⚠️ งานปี 2014 (n=36): คอร์ติซอลสูงขึ้น 69% ต่อเนื่อง 8 วัน ทำให้ความเต็มใจรับความเสี่ยง ลดลง 44% — คนเดิม ระบบเดิม แต่เกณฑ์ในใจขยับไปแล้ว
  • อาการมี สองขั้ว — เร่งเครื่องเพื่อเอาคืน กับ กดไม่ลงจนพลาดไม้ที่เข้าเกณฑ์ · ปลายทางเหมือนกันคือไม่ได้ใช้ระบบตามที่ทดสอบมา
  • เขียนเส้นเตือนไว้ก่อน: 5% ทบทวนบันทึก · 8% ลดไซส์ครึ่งหนึ่ง · 12% หยุดเงินจริง — และกลับไซส์เดิมเมื่อทำตามเกณฑ์ครบ 10 ไม้ติด ไม่ใช่เมื่อกำไรกลับมา
  • ลดความเสี่ยงจาก 1% เหลือ 0.5% = ซื้อความสงบด้วยเวลา ขากลับยืดจาก 38 ไม้เป็นราว 74 ไม้

คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาและการบริหารความเสี่ยงในการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวเลขจากงานวิจัยที่อ้างถึงเป็นผลการศึกษาในบริบทและกลุ่มตัวอย่างที่ระบุไว้ ส่วนตัวเลขจากการจำลองเป็นผลของสมมติฐานที่กำหนดไว้ในบทความ ซึ่งอาจต่างไปตามระบบและสถานการณ์จริง การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Analysis Paralysis — วิเคราะห์จนไม่กล้ากดออเดอร์ จิตวิทยาการเทรด

Analysis Paralysis — วิเคราะห์จนไม่กล้ากดออเดอร์

ดูกราฟมาทั้งวัน อินดิเคเตอร์เจ็ดตัว ห้าไทม์เฟรม แต่ตกเย็นราคาวิ่งไปตามที่คิดโดยไม่มีสถานะในมือ · ความเจ็บแบบที่ไม่มีตัวเลขขาดทุนให้เห็น

ทีมงาน · 05/09/2026
Gambler's Fallacy — แพ้ 5 ไม้ติด ไม้ถัดไปต้องชนะแล้วมั้ย จิตวิทยาการเทรด

Gambler's Fallacy — แพ้ 5 ไม้ติด ไม้ถัดไปต้องชนะแล้วมั้ย

แพ้ติดกันห้าไม้แล้ว "ไม้ต่อไปน่าจะชนะแล้วนะ" · ความรู้สึกนี้ฟังดูมีเหตุผลมาก แต่ตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดเรื่องความน่าจะเป็นที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่ง

ทีมงาน · 04/09/2026
Hindsight Bias — ทำไมกราฟย้อนหลังดูง่ายเสมอ จิตวิทยาการเทรด

Hindsight Bias — ทำไมกราฟย้อนหลังดูง่ายเสมอ

เปิดกราฟสัปดาห์ที่แล้วดู ทุกอย่างชัดไปหมด "ตรงนี้ควรเข้า ตรงนั้นควรออก" · แต่สิ่งที่ทำให้มันดูง่ายไม่ใช่ฝีมือที่เพิ่มขึ้น มันคือการรู้ว่าเรื่องจบยังไงแล้ว

ทีมงาน · 03/09/2026