เทรนด์ไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรง ราคาขึ้นไปช่วงหนึ่งแล้วจะหยุดพัก แกว่งอยู่ในกรอบแคบ ๆ ก่อนจะเลือกทางไปต่อ ช่วงพักแบบนี้มักวาดรูปทรงที่ซ้ำกันจนเทรดเดอร์ตั้งชื่อให้ เช่น สามเหลี่ยม ธง และ Pennant
รูปแบบเหล่านี้เรียกรวมกันว่า รูปแบบกราฟต่อเนื่อง (continuation chart pattern) คือรูปทรงที่บอกว่าตลาดกำลัง "พักเหนื่อย" มากกว่า "กลับตัว" ต่างจากบท รูปแบบแท่งเทียนต่อเนื่อง ที่ดูจากแท่งไม่กี่แท่ง บทนี้ดูจากรูปทรงที่ราคาใช้เวลาวาดหลายสิบแท่ง
ทำไมตลาดต้องพัก
เมื่อราคาวิ่งแรงไปทางเดียว คนที่ถือมาตั้งแต่ต้นเริ่มขายทำกำไร ขณะที่คนที่ตกรถยังลังเลไม่กล้าไล่ราคา แรงสองฝั่งที่สูสีกันทำให้ราคาแกว่งแคบลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งฝั่งใดฝั่งหนึ่งชนะ ราคาก็จะหลุดออกจากกรอบ
ถ้าฝั่งเดิมของเทรนด์ชนะ ราคาจะหลุดไปทางเดิม นี่คือสิ่งที่รูปแบบต่อเนื่องคาดหวัง แต่ต้องย้ำว่า "คาดหวัง" ไม่ใช่ "แน่นอน" รูปแบบต่อเนื่องหลายครั้งก็หลุดสวนทางได้ เราจึงต้องรอให้ราคาเลือกทางก่อนเสมอ
สามเหลี่ยม 3 แบบ อ่านจากเส้นขอบ
สามเหลี่ยมเกิดจากการลากเส้นเชื่อมยอดกับเส้นเชื่อมก้นที่บีบเข้าหากัน แบ่งได้ 3 แบบตามความเอียงของเส้นขอบ
Ascending Triangle (สามเหลี่ยมขาขึ้น) เพดานราบ แต่พื้นยกตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าผู้ขายยังตั้งขายที่ราคาเดิม แต่ผู้ซื้อยอมซื้อที่ราคาสูงขึ้นทุกรอบ ภาพนี้มักเอียงไปทางทะลุขึ้น
Descending Triangle (สามเหลี่ยมขาลง) ภาพกลับด้าน พื้นราบแต่เพดานกดต่ำลง ผู้ขายยอมขายถูกลงทุกรอบ มักเอียงไปทางหลุดลง
Symmetrical Triangle (สามเหลี่ยมสมมาตร) ทั้งเพดานและพื้นบีบเข้าหากัน บอกว่าตลาดยังลังเลจริง ๆ ส่วนใหญ่คนจะให้น้ำหนักกับทิศของเทรนด์ก่อนหน้า แต่ควรรอดูว่าหลุดทางไหนจริงก่อน
เคล็ดลับเล็ก ๆ คือ เส้นขอบแต่ละเส้นควรแตะอย่างน้อยสองจุด และราคาควรแกว่งสลับไปมาระหว่างขอบให้เห็นชัด ถ้าลากเส้นจากจุดเดียวแล้วเดาต่อเอาเอง จะได้สามเหลี่ยมที่มีแค่ในจินตนาการ
ธงกับ Pennant — พักสั้นหลังวิ่งแรง
ธงและ Pennant ต่างจากสามเหลี่ยมตรงที่ต้องมี "เสาธง" ก่อน คือช่วงที่ราคาวิ่งแรงเกือบเป็นแนวตั้ง จากนั้นราคาจะพักตัวสั้น ๆ
Flag (ธง) ช่วงพักเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขนานเล็ก ๆ ที่มักเอียงสวนทางเทรนด์ เช่น ในขาขึ้นธงจะเอียงลงเล็กน้อย ส่วน Pennant ช่วงพักเป็นสามเหลี่ยมเล็กที่บีบเข้าหากัน ทั้งสองแบบควรพักไม่นานเมื่อเทียบกับเสาธง ถ้าพักนานจนกรอบใหญ่เกินไป มักไม่ใช่ธงแล้ว แต่กลายเป็นกรอบออกข้างธรรมดา
อีกสัญญาณที่ช่วยยืนยันคือวอลุ่ม ช่วงเสาธงวอลุ่มมักสูง ช่วงพักวอลุ่มควรลดลง แล้วกลับมาเพิ่มอีกครั้งตอนราคาหลุดกรอบ (ทบทวนได้ในบท Volume อ่านยังไง) สำหรับหุ้นและคริปโตที่ดูวอลุ่มจริงได้ ข้อนี้ช่วยได้มาก ส่วนค่าเงินที่ซื้อขายนอกตลาด วอลุ่มบนกราฟเป็นแค่ tick volume จึงใช้ได้แค่คร่าว ๆ
เข้าตรงไหน ตั้งเป้ายังไง
จุดเข้าที่นิยมคือ ราคาปิดหลุดกรอบตามทิศของเทรนด์เดิม สำหรับสามเหลี่ยมให้รอปิดนอกเส้นขอบ ส่วนธงและ Pennant ให้รอปิดเหนือกรอบพัก (ในขาขึ้น) วิธีที่ระวังกว่าคือรอให้ราคาย้อนมาทดสอบขอบกรอบจากอีกฝั่งก่อน แลกกับการที่บางครั้งราคาวิ่งไปเลยโดยไม่ย้อนกลับ
จุดตัดขาดทุนที่สมเหตุสมผลคืออีกฝั่งของกรอบพัก เพราะถ้าราคาหลุดกลับเข้าไปจนทะลุอีกฝั่ง ภาพ "พักแล้วไปต่อ" ก็ไม่เหลือแล้ว
เป้าหมายมักวัดด้วยหลัก Measured Move คือนำความยาวของเสาธง (หรือความกว้างช่วงปากสามเหลี่ยม) ไปต่อจากจุดที่หลุดกรอบ ตัวเลขนี้ช่วยประเมินว่าไม้นั้นคุ้มความเสี่ยงไหม แต่ราคาอาจไปไม่ถึงหรือไปเกินก็ได้ จึงควรใช้คู่กับแนวรับแนวต้านที่อยู่ข้างหน้าด้วย
กับดักที่เจอบ่อย
ไล่ตามตอนราคายังอยู่ในกรอบ ราคาที่แกว่งใกล้ขอบไม่ได้แปลว่าจะหลุด หลายครั้งมันแค่แตะแล้วกลับเข้าไปกลางกรอบ
สามเหลี่ยมที่บีบจนเกือบถึงปลาย ถ้าราคาแกว่งจนเกือบชนจุดที่เส้นขอบตัดกันแล้วยังไม่หลุด พลังของรูปแบบมักหมดไปแล้ว ราคาอาจไหลออกข้างแบบไม่มีทิศชัด
หลุดหลอก (false breakout) ราคาทะลุขอบแล้วกลับเข้ากรอบทันที เป็นเรื่องปกติของทุกตลาด วิธีลดความเสี่ยงคือรอแท่งปิด ดูวอลุ่ม และกำหนดขนาดไม้ให้ยอมรับได้ถ้าผิด รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในบท กลยุทธ์ Breakout
สิ่งที่ต้องจำ
- รูปแบบกราฟต่อเนื่อง คือช่วงพักของเทรนด์ ที่คาดว่าจะไปต่อทางเดิม แต่ต้องรอราคาเลือกทางก่อนเสมอ
- สามเหลี่ยม Ascending (เพดานราบ พื้นยก) · Descending (พื้นราบ เพดานกด) · Symmetrical (บีบทั้งสองฝั่ง)
- ธง / Pennant ต้องมีเสาธงก่อน และพักสั้นเมื่อเทียบกับเสาธง
- ✅ เข้า เมื่อปิดหลุดกรอบตามทิศเดิม · จุดผิด อีกฝั่งของกรอบ · เป้า ใช้ Measured Move เป็นกรอบคร่าว ๆ
- ระวัง ไล่ราคาในกรอบ · สามเหลี่ยมที่บีบจนหมดแรง · หลุดหลอก
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด รูปแบบกราฟไม่ได้รับประกันทิศทางราคา ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ