ท่ามกลางข่าวใหญ่อย่างประชุมเฟดและงบบริษัทเทคโนโลยีสัปดาห์นี้ มีอีกสัญญาณหนึ่งที่ตลาดเฝ้าดูอย่างเงียบๆ คือ หุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐ ดัชนี KBW Bank Index ซึ่งรวมธนาคารใหญ่ 24 แห่ง ปรับลงติดต่อกัน 6 สัปดาห์จนถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นสถิติการร่วงรายสัปดาห์ยาวที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 และแม้สัปดาห์ล่าสุดจะเด้งกลับได้บ้าง ดัชนียังต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือนสิงหาคมราว 11%
งบไม่ได้แย่ แต่หุ้นกลับไม่ขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือผลประกอบการไตรมาส 3 ของธนาคารใหญ่ไม่ได้ย่ำแย่ JPMorgan, Citigroup, Wells Fargo และ Goldman Sachs รายงานกำไรสุทธิรวมราว 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 14% จากปีก่อน ยอดสินเชื่อโตเกือบ 10% ขณะที่หนี้สูญจริงลดลงราว 5% ฝั่งธุรกิจซื้อขายหุ้นก็ทำได้ดีจากตลาดที่ผันผวนและปริมาณการซื้อขายที่สูง
แต่ตลาดหุ้นมักมองไปข้างหน้ามากกว่าตัวเลขย้อนหลัง ข้อมูลจาก Barclays ระบุว่านับตั้งแต่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเมื่อ 16 ก.ย. ดัชนีหุ้นธนาคารทำผลงานแพ้ S&P 500 ถึง 18 จาก 21 วันทำการ ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ตั้งดัชนีในปี 1992
ตลาดกังวลอะไร
- ดอกเบี้ยสูงเริ่มให้ผลบวกน้อยลง: ช่วงแรกดอกเบี้ยสูงช่วยให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารดีขึ้น แต่หากต้นทุนกู้ยืมสูงนานเกินไป ความต้องการสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และสินเชื่อธุรกิจอาจชะลอ ขณะที่ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันยีลด์พันธบัตร 10 ปีสหรัฐอยู่ราว 5% และตลาดให้โอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคมราว 80%
- มุมมองเครดิตแย่ลง: ผลสำรวจของ IACPM (สมาคมผู้บริหารพอร์ตสินเชื่อ) พบว่าดัชนีคาดการณ์การผิดนัดชำระหนี้ใน 12 เดือนข้างหน้าลดลงจาก -37.1 เป็น -62.5 สะท้อนว่าผู้ปล่อยกู้คาดว่าการผิดนัดจะเพิ่มขึ้น กลุ่มที่ถูกจับตาคือค้าปลีก ยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ที่พึ่งพาเงินกู้จำนวนมาก
- รายได้ไม่สมดุล: ธุรกิจซื้อขายตราสารหนี้ ค่าเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ของบางธนาคารต่ำกว่าคาด ขณะที่ค่าปรับ ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น
- ความไม่แน่นอนเรื่อง AI: นักลงทุนยังตั้งคำถามว่า AI จะเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจบริการทางการเงินอย่างไร
ทำไมหุ้นธนาคารจึงเป็น "สัญญาณเตือน" ที่ควรเข้าใจ
ธนาคารเป็นตัวกลางของการปล่อยสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ ราคาหุ้นกลุ่มนี้จึงมักสะท้อนมุมมองของตลาดต่อวงจรเครดิตล่วงหน้า บทวิเคราะห์หลายแห่งสรุปตรงกันว่าการปรับลงรอบนี้ สะท้อนความคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะสูงนาน เศรษฐกิจชะลอ และการผิดนัดชำระหนี้จะเพิ่มขึ้น มากกว่าจะเป็นเพราะคุณภาพสินเชื่อในปัจจุบันแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือยังเป็นความกังวล ไม่ใช่วิกฤต
ทั้งนี้ยังมีปัจจัยสองด้าน นักวิเคราะห์ของ Bank of America มองว่าดอกเบี้ยที่ลดลงอาจช่วยหุ้นธนาคารได้ หากช่วยลดภาระลูกหนี้โดยไม่กดรายได้ธนาคารมากเกินไป แต่ถ้าดอกเบี้ยลดเพราะเศรษฐกิจทรุดหนัก ผลบวกนั้นอาจถูกหักล้าง
ผลต่อตลาดอื่นที่เทรดเดอร์ควรรู้
- หุ้นสหรัฐ: กลุ่มการเงินมีน้ำหนักในดัชนี S&P 500 และ Dow ค่อนข้างมาก หากอ่อนแอต่อเนื่องอาจถ่วงดัชนี แม้หุ้นเทคโนโลยีจะยังแข็งแรง
- พันธบัตรและเครดิต: ส่วนต่างผลตอบแทน (credit spread) ของหุ้นกู้เอกชนเป็นตัวชี้วัดคู่ขนานที่ควรติดตามว่าความกังวลลามไปตลาดหนี้หรือไม่
- ทองคำและค่าเงิน: หากความกังวลด้านเครดิตรุนแรงขึ้น อาจเพิ่มแรงหนุนสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ขณะนี้ทองคำยังถูกกดดันจากยีลด์สูงและความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ย ส่วนดอลลาร์จะขึ้นกับว่าตลาดมองเฟดเข้มงวดต่อหรือเปลี่ยนท่าที
ประเด็นที่ควรติดตามสัปดาห์นี้คือท่าทีของเฟดในการประชุม 27-28 ต.ค. เพราะทิศทางดอกเบี้ยคือตัวแปรหลักที่จะกำหนดว่าความกังวลต่อหุ้นธนาคารจะคลี่คลายหรือหนักขึ้น
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน