เปิดโซเชียลตอนเช้า · คนหนึ่งโพสต์ภาพกำไรสามหมื่นจากไม้เดียว · อีกคนโชว์เส้นทุนที่ขึ้นเป็นเส้นตรงทั้งเดือน · อีกคนบอกว่าเพิ่งปิดปีด้วยผลตอบแทนสามหลัก
ส่วนพอร์ตของคุณเดือนนี้บวกอยู่ 2% ซึ่งเมื่อเช้ายังรู้สึกว่าโอเค
สิบนาทีต่อมาคุณกำลังคิดว่าต้องเพิ่มขนาดไม้แล้วล่ะ
นี่ไม่ใช่เรื่องของการทำตามฝูงชนเพราะคิดว่าเขารู้มากกว่า ซึ่งเป็นคนละกลไก · เรื่องนี้คือการเอาตัวเองไปวางเทียบกับคนอื่น แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมเพราะรู้สึกว่าตัวเองตามหลัง
สิ่งที่เห็นในฟีดถูกคัดมาแล้วสองชั้น
ชั้นแรกคือคนที่เจ๊งไปแล้วไม่อยู่ในฟีด · คนที่ล้างพอร์ตเลิกโพสต์ไปเงียบ ๆ ไม่มีใครประกาศตอนจบ · สิ่งที่เหลืออยู่ให้เห็นจึงเป็นเฉพาะกลุ่มที่ยังรอด ซึ่งทำให้ภาพรวมดูดีกว่าความจริงมาก
ชั้นที่สองคือแม้แต่คนที่ยังอยู่ ก็เลือกโพสต์เฉพาะวันที่ดี · ไม่มีใครลงภาพไม้ที่โดนตัดขาดทุนติดกันห้าไม้
งานวิจัยที่จะพูดถึงต่อไปนี้ยืนยันชั้นที่สองไว้ด้วยตัวเลข — เทรดเดอร์ที่กำลังขาดทุนหนักจะส่งข้อความน้อยลง · ยิ่งมีแนวโน้มถือไม้ขาดทุนไว้มากเท่าไหร่ ยิ่งเงียบมากขึ้นเท่านั้น
งานวิจัยที่วัดผลของโซเชียลได้จริง
Rawley Heimer ตีพิมพ์งานใน Review of Financial Studies ปี 2016 โดยใช้ข้อมูลจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเทรดเดอร์ค่าเงินที่เชื่อมกับบัญชีจริง
กลุ่มตัวอย่างคือเทรดเดอร์ 2,598 คน รวมประมาณ 2.2 ล้านไม้ ระหว่างปี 2009 ถึงปลายปี 2010 · จุดที่ทำให้งานนี้มีค่าคือเขาวัดพฤติกรรมของคนเดียวกันทั้งก่อนและหลังเข้าใช้เครือข่าย
ก่อนเข้าเครือข่าย เทรดเดอร์กลุ่มนี้ปิดไม้ที่กำไรในอัตราสูงกว่าไม้ที่ขาดทุนอยู่ 34% ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปอยู่แล้ว
หลังจากเข้าใช้เครือข่าย ตัวเลขเดียวกันพุ่งขึ้นเป็น 65% · แปลว่าพฤติกรรมรีบเก็บกำไรเล็ก ๆ แล้วปล่อยไม้ขาดทุนให้ลอยต่อ รุนแรงขึ้นเกือบเท่าตัว
และเป็นคนกลุ่มเดิม บัญชีเดิม ตลาดเดิม · สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือตอนนี้มีคนอื่นมองเห็นผลงานของพวกเขา
งานเดียวกันยังพบว่าเทรดเดอร์ที่มีอาการนี้แรงกว่าจะส่งข้อความน้อยลงราว 7% ต่อความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ · ซึ่งสอดคล้องกับการเลือกพูดเฉพาะตอนชนะและเงียบตอนแพ้
ทำไมการเทียบถึงทำให้ตัดสินใจแย่ลง
กลไกแรกคือเป้าหมายเปลี่ยนไปเงียบ ๆ · จากเดิมที่ตั้งใจทำตามระบบให้ครบ กลายเป็นอยากมีตัวเลขที่ดูดีพอจะเอาไปเทียบกับคนอื่นได้
เมื่อเป้าหมายเปลี่ยนความเสี่ยงที่รับได้ก็เปลี่ยนตาม · คนที่พอใจกับเดือนละ 2% มาตลอด พอเห็นคนอื่นได้ 20% จะเริ่มรู้สึกว่าของตัวเองน้อยเกินไป ทั้งที่ตัวเลขนั้นอาจเหมาะกับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้พอดีอยู่แล้ว
กลไกที่สองคือความเร่งรีบ · การเห็นคนอื่นไปถึงเป้าหมายเร็วกว่าทำให้รู้สึกว่าตัวเองช้า และความรู้สึกว่าช้าคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเพิ่มขนาดไม้เกินตัว
กลไกที่สามคือการเทรดเพื่อให้มีเรื่องเล่า · เมื่อรู้ตัวว่ามีคนดูอยู่ การนั่งเฉย ๆ ในวันที่ไม่มีสัญญาณจะรู้สึกเหมือนกำลังตกขบวน ทั้งที่การไม่เทรดคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในวันนั้น
เทียบกับใครถึงจะมีประโยชน์
การเปรียบเทียบไม่ได้ผิดทั้งหมด · มันมีประโยชน์มากเมื่อเทียบถูกเรื่องและถูกคน
ตัวเทียบที่ดีที่สุดคือตัวเองในเดือนก่อน · เพราะเป็นคนเดียวในโลกที่มีเงินทุน ความเสี่ยงที่รับได้ เวลาที่มี และเป้าหมายชีวิตเหมือนกับคุณเป๊ะ ๆ
ถ้าจะเทียบกับคนอื่น ให้เทียบวิธีคิด ไม่ใช่เทียบตัวเลข · คนที่อธิบายได้ว่าทำไมถึงเข้าไม้นั้น จัดการความเสี่ยงยังไง และทำไมถึงออก คือคนที่เรียนรู้อะไรได้จริง · ส่วนคนที่โพสต์แต่ภาพกำไรโดยไม่เคยอธิบายกระบวนการ ไม่มีอะไรให้เรียนรู้เลย
กฎจัดการฟีดที่ใช้ได้จริง
ข้อที่สามได้ผลชัดที่สุดในทางปฏิบัติ · อารมณ์ที่ติดมาจากฟีดจะตามเข้าไปในออเดอร์เสมอ · การวางแผนให้เสร็จก่อนเปิดโซเชียลตัดปัญหานี้ได้เกือบทั้งหมด
ข้อที่สี่เป็นคำถามที่ทำให้ภาพกลับมาสมจริง · ภาพกำไรหนึ่งภาพไม่ได้บอกว่าเขาเสี่ยงไปเท่าไหร่ ไม้นั้นเป็นไม้ที่เท่าไหร่ของเดือน และไม้ที่เหลือเป็นยังไง · เมื่อข้อมูลไม่ครบขนาดนี้ การเอาตัวเองไปเทียบจึงไม่มีความหมายตั้งแต่แรก
สิ่งที่ต้องจำ
- ฟีดถูกคัดมาสองชั้น — คนที่ล้างพอร์ตไม่อยู่ในฟีดแล้ว และคนที่เหลือก็เลือกโพสต์เฉพาะวันที่ดี
- ✅ Heimer (2016) — เทรดเดอร์ 2,598 คน ราว 2.2 ล้านไม้ · ก่อนเข้าเครือข่ายสังคมรีบปิดไม้กำไรมากกว่าไม้ขาดทุน 34% · หลังเข้าเพิ่มเป็น 65%
- คนกลุ่มเดิม บัญชีเดิม ตลาดเดิม — สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือมีคนอื่นมองเห็นผลงาน
- ✅ คนที่ขาดทุนหนักจะเงียบลง — งานเดียวกันพบว่าส่งข้อความน้อยลงราว 7% ต่อความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ
- สามกลไกที่ทำให้แย่ลง — เป้าหมายเปลี่ยนจากทำตามระบบเป็นอยากมีตัวเลขสวย · รู้สึกช้าจนเพิ่มขนาดไม้ · เทรดเพื่อให้มีเรื่องเล่า
- ✅ ตัวเทียบที่ดีที่สุดคือตัวเองในเดือนก่อน · ถ้าเทียบกับคนอื่น ให้เทียบวิธีคิด ไม่ใช่ตัวเลข
- อย่าเปิดฟีดก่อนวางแผนเทรดเสร็จ · และถามเสมอว่าโพสต์นี้คือหนึ่งไม้จากกี่ไม้ เสี่ยงเท่าไหร่
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาสำหรับผู้ที่สนใจการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด งานวิจัยที่อ้างถึงเป็นการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างและช่วงเวลาที่ระบุไว้ ไม่ได้แปลว่าจะเกิดผลแบบเดียวกันกับทุกคนหรือทุกแพลตฟอร์ม ผลตอบแทนที่ผู้อื่นเผยแพร่ไม่สามารถตรวจสอบได้และไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เทียบผลงานของตนเอง การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ