หลังการประชุม Fed เมื่อกลางเดือนกันยายน สิ่งที่ตลาดพูดถึงกันมากคือตัวการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเอง แต่สัญญาณที่น่าสนใจกว่ากลับอยู่ในตลาดพันธบัตร นั่นคือ รูปทรงของเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ที่แบนลงผิดปกติ ณ ราคาปิดวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2026 ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่
- อายุ 2 ปี: 4.76%
- อายุ 3 ปี: 4.86%
- อายุ 10 ปี: 5.01%
- อายุ 30 ปี: 5.34%
จุดที่ผิดปกติคือช่วง 3 ปีถึง 10 ปี ห่างกันเพียงราว 15 basis points ทั้งที่ในภาวะเศรษฐกิจขยายตัวตามปกติ ส่วนต่างช่วงนี้มักอยู่ที่ 100-250 bp ขณะเดียวกันส่วนต่าง 2 ปีกับ 10 ปีแคบลงเหลือราว 0.24% จากประมาณ 0.74% เมื่อช่วงต้นปี
เส้นผลตอบแทนแบนบอกอะไร
เส้นผลตอบแทนคือการเรียงอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรตามอายุ ปลายสั้นสะท้อนดอกเบี้ยนโยบายที่ตลาดคาดใน 1-2 ปีข้างหน้า ส่วนปลายยาวสะท้อนมุมมองระยะยาวต่อการเติบโตและเงินเฟ้อ เมื่อปลายสั้นวิ่งขึ้นไล่ปลายยาวจนเกือบชนกัน แปลว่าตลาดกำลังตีราคาสองอย่างพร้อมกัน
- ระยะสั้น ยังมีการขึ้นดอกเบี้ยรออยู่อีก ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ หลัง Fed ปรับกรอบดอกเบี้ยขึ้นมาที่ 3.75-4.00% พร้อมส่งสัญญาณว่ายังไม่หยุด
- ระยะยาว ต้นทุนเงินทุนของโลกกำลังตั้งฐานใหม่ที่ระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ปี 2023
ความแบนแบบนี้อ่านได้สองทาง ทางหนึ่งคือปลายยาวยังขึ้นตามไม่ทันและมีโอกาสไต่ขึ้นต่อ อีกทางหนึ่งคือตลาดเริ่มมองว่าการคุมเข้มจะกดการเติบโตในภายหลัง ทั้งสองมุมยังอยู่บนโต๊ะ และนี่คือเหตุผลที่ความผันผวนในตลาดพันธบัตรมีน้ำหนักต่อสินทรัพย์อื่นมากในช่วงนี้
ผลกระทบข้ามตลาด
ตลาดหุ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีคือตัวคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต เมื่อขยับจาก 4% ขึ้นมายืน 5% มูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นกลุ่มเติบโตซึ่งกำไรกระจุกอยู่ในอนาคตจะถูกกดมากกว่าหุ้นที่มีกระแสเงินสดวันนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นสหรัฐจึงแกว่งออกข้างไร้ทิศทางชัดเจน แม้ข่าวเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้แย่
ค่าเงิน ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นดึงเงินกลับเข้าดอลลาร์ ดัชนีดอลลาร์ปิดสัปดาห์ราว 100.2 บวกประมาณ 1.1% เป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน จุดที่ควรสังเกตคือธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.25% แล้ว แต่เงินเยนยังอ่อน สะท้อนว่าเมื่อปลายยาวของสหรัฐยืน 5% การขึ้นดอกเบี้ยทีละน้อยของประเทศอื่นยังไม่พอปิดช่องว่าง ฝั่งเอเชียเงินบาทเคลื่อนไหวแถว 33.3 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าราว 1.8% ในรอบเดือนและราว 4.9% ในรอบปี โดยดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 1% ซึ่งทำให้ส่วนต่างกับสหรัฐกว้างเป็นพิเศษ
ทองคำ ปกติผลตอบแทนแท้จริงที่สูงขึ้นเป็นลบต่อทองคำ เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผลเพิ่มขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองทรงตัวได้ ไม่ได้ร่วงตามแรงกดของผลตอบแทน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ควรติดตามว่าจะยืนได้นานแค่ไหน
สินค้าโภคภัณฑ์และคริปโต น้ำมัน WTI ขึ้นไปแตะแถวกลาง 106 ดอลลาร์จากความกังวลด้านอุปทาน ก่อนย่อลงเมื่อความเสี่ยงคลี่คลาย ราคาพลังงานที่ยังสูงเป็นตัวหนุนเงินเฟ้อพาดหัว ซึ่งวนกลับมากดดันปลายยาวของเส้นผลตอบแทนอีกทอด ส่วนคริปโตยังเป็นสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อสภาพคล่อง เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นให้ 4.7-4.9% แบบไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต เกณฑ์เปรียบเทียบสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงย่อมสูงขึ้นตาม
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรจับตา
- ส่วนต่าง 2 ปี-10 ปี ว่าจะแคบลงจนติดลบ (inverted) หรือกลับมาถ่างออก
- การประมูลพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐ ว่าอุปสงค์ยังรองรับระดับ 5% ได้หรือไม่
- ตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานรอบถัดไป ซึ่งจะชี้ว่าการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มยังสมเหตุสมผลหรือไม่
- ท่าทีของธนาคารกลางฝั่งเอเชียต่อค่าเงินที่อ่อนตัว
ประเด็นสำคัญไม่ใช่การเดาว่าผลตอบแทนจะไปทางไหน แต่คือการเข้าใจว่าเมื่อต้นทุนเงินทุนไร้ความเสี่ยงขยับขึ้นมายืนที่ 5% ทุกตลาดต้องคำนวณมูลค่ากันใหม่หมด ทั้งหุ้น ทองคำ ค่าเงิน และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน