ฤดูประกาศงบของกลุ่มเทคโนโลยีใหญ่สหรัฐรอบไตรมาส 3 ส่งสัญญาณชัดว่า ตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ "การลงทุน AI" แบบเหมารวมอีกต่อไป เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2026 หุ้น Alphabet ร่วงราว 12.6% ปิดที่ 283.82 ดอลลาร์ มูลค่าตลาดหายไปเกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นการร่วงวันเดียวหนักที่สุดนับตั้งแต่เข้าตลาด ขณะที่หุ้น Microsoft ซึ่งประกาศงบในคืนเดียวกันกลับทรงตัว และหลังตลาดปิด Amazon กับ Intel ก็ถูกขายต่อในการซื้อขายนอกเวลา
เกิดอะไรขึ้นกับงบของแต่ละบริษัท
- Alphabet: รายได้กลุ่ม Google Services ราว 96.3 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดราว 2 พันล้านดอลลาร์ การเติบโตของรายได้ค้นหาชะลอเหลือราว 12% จาก 17% ในไตรมาสก่อน แม้ Google Cloud จะโตกว่าเท่าตัว แต่รายจ่ายลงทุนราว 51.4 พันล้านดอลลาร์ทำให้กระแสเงินสดอิสระติดลบราว 9.1 พันล้านดอลลาร์ เป็นไตรมาสที่สองติดกัน และบริษัทยังส่งสัญญาณจะเพิ่มงบลงทุน AI สูงกว่าเป้าปีนี้ที่ราว 2 แสนล้านดอลลาร์
- Microsoft: กำไรดีกว่าคาด Azure โต 48% และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานราว 58 พันล้านดอลลาร์ ยังสูงกว่ารายจ่ายลงทุนราว 39.4 พันล้านดอลลาร์ หุ้นจึงปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง
- Amazon: รายได้และกำไรต่อหุ้นต่ำกว่าคาดเล็กน้อย แม้ AWS จะเร่งตัวขึ้นเป็น 39% ส่วนแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปี 2026 อยู่ที่ราว 2.2 แสนล้านดอลลาร์ หุ้นลดลงราว 7% ในการซื้อขายนอกเวลา
- Intel: หุ้นร่วงกว่า 20% ในการซื้อขายนอกเวลา หลังให้คาดการณ์รายได้ไตรมาส 4 ที่ 15-16 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่ารายได้ไตรมาส 3 ที่ราว 16.5 พันล้านดอลลาร์
ทำไมตลาดตอบสนองต่างกัน: จาก "ลงทุนเท่าไร" สู่ "จ่ายไหวไหม"
ช่วงก่อนหน้านี้ นักลงทุนมักมองการเพิ่มงบลงทุน AI เป็นสัญญาณเชิงบวก แต่รอบนี้ตัวชี้วัดที่ตลาดให้น้ำหนักคือ กระแสเงินสดอิสระ และ รายได้จากธุรกิจหลักที่ต้องเลี้ยงการลงทุนนั้น กรณี Microsoft เงินสดจากการดำเนินงานยังครอบคลุมรายจ่ายลงทุนได้ ตลาดจึงมองว่าการใช้เงินมีผลตอบแทนรองรับ ส่วน Alphabet เผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือธุรกิจค้นหาซึ่งเป็นแหล่งเงินสดหลักชะลอลง ขณะที่รายจ่ายลงทุนยังเพิ่มขึ้นจนเงินสดอิสระติดลบ
ประเด็นนี้ต่อยอดจากความกังวลที่ก่อตัวมาหลายสัปดาห์ ทั้งการที่บริษัทเทคโนโลยีหันไประดมทุนเพิ่มและต้นทุนหนี้ของผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น แต่งบรอบนี้ทำให้คำถามขยับจากฝั่งผู้ให้บริการรายย่อยมาสู่ยักษ์ใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงในดัชนีโดยตรง
ผลกระทบต่อตลาดหลายฝั่ง
- ดัชนีหุ้นสหรัฐ: Nasdaq ลดลงราว 1.4% ส่วน S&P 500 ลดลงเพียงราว 0.3% สะท้อนว่าแรงขายกระจุกในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นจำนวนมากยังปรับขึ้นได้ ภาวะนี้ชี้ว่าดัชนีที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวสูง
- พันธบัตร: ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงมาแถว 4.94% จากแรงซื้อพันธบัตรหลังหุ้นเทคโนโลยีถูกขาย แม้ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE เดือน ก.ย. จะเร่งขึ้นเป็น 3.6% ก็ตาม
- ทองคำและคริปโต: ทองคำอ่อนตัวลงมาใกล้ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนบิตคอยน์ลดลงราว 1% มาแถว 77,700 ดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงยังไม่ได้ไหลเข้าหลุมหลบภัยแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน
- ตลาดเอเชีย: หุ้นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานชิปและศูนย์ข้อมูลอาจได้รับผลทางอ้อม เพราะรายได้ของบริษัทเหล่านี้ขึ้นกับงบลงทุนของยักษ์ใหญ่สหรัฐ
ประเด็นที่เทรดเดอร์ควรติดตาม
คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ บริษัทเทคโนโลยีใหญ่จะยังเดินหน้าเพิ่มงบลงทุนต่อหรือเริ่มชะลอ หากชะลอ อาจกระทบรายได้ของผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล แต่หากเร่งต่อโดยที่กระแสเงินสดติดลบ ตลาดอาจต้องประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ใหม่ นอกจากนี้ความผันผวนของหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวยังส่งผลต่อดัชนีโดยรวมได้มาก การแยกดูทั้งดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดและภาพรวมของหุ้นส่วนใหญ่ในตลาด จึงช่วยให้เห็นสภาพตลาดได้ครบขึ้น
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน