เกือบทุกคนที่เริ่มเทรดเคยได้ยินสถิติทำนองว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ขาดทุน และหลายคนก็เชื่อสถิตินั้น แต่ลึก ๆ แล้วเรามักคิดว่า "เราไม่ใช่คนส่วนใหญ่" เราตั้งใจกว่า เรียนมากกว่า มีวินัยกว่า
ความเชื่อว่าเรื่องดีจะเกิดกับเรามากกว่าคนอื่น และเรื่องร้ายจะเกิดกับเราน้อยกว่าคนอื่น เรียกว่า optimism bias หรือการมองโลกในแง่ดีเกินจริง
การมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องผิด มันช่วยให้คนกล้าเริ่มต้นและไม่ยอมแพ้ง่าย แต่ในการเทรด เมื่อมันไปกำหนดเป้าหมายกำไรและขนาดความเสี่ยง มันกลายเป็นต้นทุนที่แพงมาก
ทุกคนคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าค่าเฉลี่ย
งานคลาสสิกของเรื่องนี้คือ งานของนีล ไวน์สไตน์ ตีพิมพ์ปี 1980 ในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology ไวน์สไตน์ให้นักศึกษากว่า 200 คน ประเมินโอกาสที่ตัวเองจะเจอเหตุการณ์ในชีวิต 42 เรื่อง เทียบกับเพื่อนร่วมชั้นเพศเดียวกัน
ผลคือ นักศึกษาโดยรวมประเมินว่าตัวเองมีโอกาสเจอเรื่องดีมากกว่าเพื่อน และเจอเรื่องร้ายน้อยกว่าเพื่อนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในภาพรวมเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกคนไม่สามารถอยู่เหนือค่าเฉลี่ยพร้อมกันได้
ไวน์สไตน์พบด้วยว่าอคตินี้แรงขึ้นในเรื่องที่คนรู้สึกว่าควบคุมได้ คนจะนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ แต่ลืมไปว่าคนอื่นก็ทำแบบเดียวกัน ซึ่งการเทรดคือตัวอย่างชัดเจนของเรื่องที่ทุกคนรู้สึกว่าคุมได้
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับคนที่อยากเทรดเป็นอาชีพ
ถ้าอยากเห็นว่าความเชื่อ "เราไม่ใช่คนส่วนใหญ่" เจอกับความจริงแล้วเป็นอย่างไร งาน "Day Trading for a Living?" ของเฟอร์นันโด ชาเก และคณะ ให้คำตอบไว้ชัดเจน
ทีมวิจัยติดตามทุกคนที่เริ่มเดย์เทรดสัญญาฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นในบราซิลช่วงปี 2013 ถึง 2015 และยังเทรดต่อเนื่องอย่างน้อย 300 วัน ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่จริงจัง ไม่ได้ลองเล่นแล้วเลิก
ในกลุ่มนี้ 97% ขาดทุน และคนที่ทำเงินได้มากกว่าค่าแรงเริ่มต้นของพนักงานธนาคารมีไม่ถึง 1% ผู้วิจัยยังไม่พบหลักฐานว่าการเทรดต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้คนเก่งขึ้น
ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้แปลว่าการเทรดทำกำไรไม่ได้ และเป็นข้อมูลเฉพาะตลาดและช่วงเวลาหนึ่ง แต่มันแสดงให้เห็นว่าช่องว่างระหว่าง "สิ่งที่คนคาดหวังตอนเริ่ม" กับ "สิ่งที่เกิดขึ้นจริง" กว้างแค่ไหน ทุกคนในกลุ่มนี้ตอนเริ่มต้นก็คงไม่ได้คาดว่าตัวเองจะอยู่ใน 97%
เป้าหมายกำไรที่ฟังดูไม่มาก แต่เป็นไปแทบไม่ได้
อาการที่พบบ่อยที่สุดของอคตินี้คือการตั้งเป้ากำไรต่อเดือนที่ฟังดูพอประมาณ โดยไม่เคยคิดว่าถ้าทำได้จริงต่อเนื่อง ตัวเลขจะออกมาเป็นเท่าไหร่
เป้าเดือนละ 10% ฟังดูไม่เว่อร์สำหรับหลายคน แต่ถ้าทำได้ต่อเนื่องหนึ่งปี พอร์ตจะโตราว 3.14 เท่า และถ้าทำได้ห้าปี พอร์ตจะโตราว 304 เท่า ซึ่งเป็นผลงานที่แทบไม่มีกองทุนไหนในโลกทำได้
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอย่างเดียว เมื่อเป้าสูงเกินจริง เราจะถูกบีบให้เพิ่มขนาดไม้ เพิ่มจำนวนไม้ หรือถือไม้ขาดทุนนานขึ้นเพื่อไล่ให้ทัน เป้าหมายที่มองโลกแง่ดีเกินไปจึงไม่ได้แค่ทำให้ผิดหวัง แต่มันผลักให้รับความเสี่ยงเกินตัวโดยตรง
อาการอื่นที่มาจากต้นเหตุเดียวกันคือ การวางแผนโดยนึกถึงแต่กรณีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ไม่เตรียมรับช่วงขาดทุนติดกัน และการคิดว่าเหตุการณ์รุนแรงอย่างราคาเปิดกระโดดหรือตลาดร่วงหนักในวันเดียว "คงไม่เกิดกับเรา"
อคตินี้ต่างจาก overconfidence ตรงที่ overconfidence คือความมั่นใจในความสามารถหรือความแม่นยำของตัวเองเกินจริง ส่วน optimism bias คือการคาดหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดี แม้จะไม่ได้เชื่อว่าตัวเองเก่งกว่าใครก็ตาม ทั้งสองอย่างมักเกิดคู่กันและเสริมกันได้
วิธีมองโลกในแง่ดีแบบที่พอร์ตรอด
หนึ่ง เริ่มจากสถิติของคนส่วนใหญ่ เวลาประเมินโอกาสของตัวเอง ให้เริ่มจากตัวเลขของคนทั่วไปก่อน แล้วค่อยปรับขึ้นหรือลงด้วยหลักฐานที่วัดได้จริง เช่น ผลเทรดที่จดไว้ ไม่ใช่ความรู้สึกว่าตัวเองตั้งใจกว่าคนอื่น
สอง คิดแบบทบต้นก่อนตั้งเป้า ทุกครั้งที่ตั้งเป้ารายเดือน ให้แปลงเป็นผลตอบแทนรายปีและห้าปี ถ้าตัวเลขออกมาเกินกว่าผลงานของมืออาชีพระดับโลก เป้านั้นก็ควรถูกทบทวน
สาม ซ้อมกรณีเลวร้าย ลองคิดล่วงหน้าว่าถ้าพอร์ตลดลง 20% จะเกิดจากอะไรได้บ้าง และจะทำอะไร การคิดแบบนี้ไม่ใช่การมองโลกแง่ร้าย แต่เป็นการเตรียมแผนไว้ในวันที่ยังใจเย็น
สี่ ตั้งความเสี่ยงให้รอดช่วงแพ้ติดกัน ระบบที่ดีก็มีช่วงแพ้ติดกันยาวได้ ถ้าเสี่ยงไม้ละ 1% แพ้ติดกัน 10 ไม้ พอร์ตยังเหลือราว 90% แต่ถ้าเสี่ยงไม้ละ 5% จะเหลือราว 60% ความเสี่ยงต่อไม้จึงควรคิดจากกรณีร้าย ไม่ใช่กรณีที่หวัง
ห้า เทียบผลจริงกับความคาดหวัง จดไว้ตอนต้นเดือนว่าคาดว่าจะได้เท่าไหร่ แล้วเทียบกับผลจริงตอนสิ้นเดือน ถ้าผลจริงต่ำกว่าคาดเกือบทุกเดือน นั่นคือตัววัดว่าความคาดหวังของเรามองโลกแง่ดีเกินไปแค่ไหน
สิ่งที่ต้องจำ
- Optimism bias คือความเชื่อว่าเรื่องดีจะเกิดกับเรามากกว่า และเรื่องร้ายจะเกิดกับเราน้อยกว่าคนอื่น
- ✅ Weinstein (1980) นักศึกษากว่า 200 คนประเมินเหตุการณ์ 42 เรื่อง โดยรวมคิดว่าตัวเองเจอเรื่องดีมากกว่าและเรื่องร้ายน้อยกว่าเพื่อน โดยเฉพาะเรื่องที่รู้สึกว่าควบคุมได้
- ✅ Chague และคณะ เดย์เทรดเดอร์ฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นบราซิลที่เทรดต่อเนื่อง 300 วันขึ้นไป 97% ขาดทุน และที่ได้มากกว่าค่าแรงเริ่มต้นพนักงานธนาคารมีไม่ถึง 1%
- เป้าเดือนละ 10% ถ้าทำได้ทุกเดือน หนึ่งปีคือราว 3.14 เท่า ห้าปีคือราว 304 เท่า
- ต่างจาก overconfidence เพราะเป็นการคาดหวังผลลัพธ์ดี ไม่ใช่ความมั่นใจในฝีมือ
- ✅ วิธีแก้ เริ่มจากสถิติคนส่วนใหญ่ · คิดแบบทบต้นก่อนตั้งเป้า · ซ้อมกรณีเลวร้าย · ตั้งความเสี่ยงให้รอดช่วงแพ้ติด · เทียบผลจริงกับความคาดหวัง
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านจิตวิทยาสำหรับผู้ที่สนใจการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ตัวเลขทบต้นในบทความเป็นการคำนวณเพื่อแสดงหลักการเท่านั้น งานวิจัยที่อ้างถึงศึกษาข้อมูลเฉพาะตลาดและช่วงเวลาหนึ่ง ผลในอดีตไม่ได้บ่งชี้ผลในอนาคต การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ