เวลาเปิดข้อมูลพื้นฐานของหุ้น จะเจอตัวเลขสองตัวที่อยู่ติดกันเสมอคือ ROE กับ ROA
หลายคนดูแค่ตัวแรกแล้วสรุปว่ายิ่งสูงยิ่งดี · แต่ความจริงคือ บริษัทที่ ROE สูงกว่า อาจเป็นบริษัทที่ใช้เงินเก่งน้อยกว่าก็ได้ · และสิ่งที่บอกความต่างนั้นคือ ROA
สองตัวเลขนี้ตอบคนละคำถาม
ROA ย่อมาจาก Return on Assets · คือกำไรสุทธิ หารด้วยสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท · ตอบคำถามว่า "เอาของทั้งหมดที่มีไปหากำไรได้เก่งแค่ไหน" · ของทั้งหมดในที่นี้รวมทั้งส่วนที่เป็นเงินของเจ้าของและส่วนที่กู้มา
ROE ย่อมาจาก Return on Equity · คือกำไรสุทธิ หารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น · ตอบคำถามว่า "เงินที่เป็นของเจ้าของจริง ๆ งอกเงยปีละกี่เปอร์เซ็นต์"
ความต่างของสองตัวนี้อยู่ที่ตัวหาร · ROA หารด้วยของทั้งบ้าน · ROE หารเฉพาะส่วนที่เป็นของเรา · ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขจึงมาจากหนี้ล้วน ๆ
ตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพชัดที่สุด
สมมติสองบริษัทมีสินทรัพย์เท่ากันคือ 1,000 ล้านบาท แต่โครงสร้างเงินต่างกันคนละแบบ
บริษัท ก ใช้เงินตัวเอง 800 ล้าน กู้มา 200 ล้าน · ทำกำไรได้ 80 ล้าน · ROA เท่ากับ 8.0% และ ROE เท่ากับ 10.0%
บริษัท ข ใช้เงินตัวเองแค่ 300 ล้าน กู้มา 700 ล้าน · ทำกำไรได้ 60 ล้าน · ROA เท่ากับ 6.0% แต่ ROE พุ่งไปถึง 20.0%
ถ้าดูแค่ ROE บริษัท ข ดูเก่งกว่าเป็นเท่าตัว · แต่ ROA บอกความจริงว่าบริษัท ข ใช้สินทรัพย์หากำไรได้แย่กว่า · ตัวเลข ROE ที่สวยมาจากการที่ตัวหารเล็กลงเพราะกู้เยอะ ไม่ได้มาจากการทำธุรกิจเก่งขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ต้องดูสองตัวคู่กันเสมอ · เห็น ROE สูงเมื่อไหร่ ให้เลื่อนไปดู ROA ทันทีว่าไปด้วยกันหรือไม่
แยกให้ละเอียดขึ้นด้วยการมองสามชั้น
วิธีที่นักวิเคราะห์ใช้กันคือแตก ROE ออกเป็นสามส่วน เพื่อดูว่าตัวเลขที่เห็นมาจากไหน
ส่วนแรกคืออัตรากำไร · ขายร้อยบาทเหลือกำไรกี่บาท · สูงแปลว่าสินค้ามีอำนาจตั้งราคาหรือคุมต้นทุนได้ดี
ส่วนที่สองคือการหมุนสินทรัพย์ · ของที่มีอยู่สร้างยอดขายได้กี่รอบต่อปี · สูงแปลว่าใช้ของคุ้ม ไม่มีสินทรัพย์นอนเปล่า
ส่วนที่สามคือตัวคูณหนี้ · สินทรัพย์ทั้งหมดเป็นกี่เท่าของเงินเจ้าของ · ส่วนนี้ยิ่งสูงยิ่งเสี่ยง ไม่ใช่ยิ่งเก่ง
สองส่วนแรกคือความสามารถในการทำธุรกิจจริง · ส่วนที่สามคือการยืมแรง · ROE ที่โตเพราะสองส่วนแรกคือของดี · ROE ที่โตเพราะส่วนที่สามคือความเสี่ยงที่ถูกแต่งหน้าให้ดูเหมือนผลงาน
แล้วเท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี
คำถามนี้ไม่มีตัวเลขมาตรฐานตายตัว แต่มีเกณฑ์เปรียบเทียบที่ใช้ได้จริงสองอย่าง
อย่างแรกคือเทียบกับผลตอบแทนที่ไม่ต้องเสี่ยง · ถ้าเอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็ได้ผลตอบแทนระดับหนึ่งโดยแทบไม่มีความเสี่ยงผิดนัด · บริษัทที่ทำ ROE ได้ไม่ต่างจากตัวเลขนั้นมากนัก แปลว่ารับความเสี่ยงของการทำธุรกิจไปฟรี ๆ
อย่างที่สองคือเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน · ตัวเลขที่ดูธรรมดาในกลุ่มหนึ่ง อาจโดดเด่นมากในอีกกลุ่ม · การเทียบในกลุ่มจึงบอกได้ว่าผู้บริหารทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจแบบเดียวกันหรือไม่
ที่สำคัญกว่าระดับตัวเลขคือความสม่ำเสมอ · บริษัทที่ทำ ROE ระดับกลาง ๆ ได้ทุกปีต่อเนื่อง มักบอกอะไรได้มากกว่าบริษัทที่ตัวเลขเหวี่ยงขึ้นลงแรงทุกปี
สี่กับดักที่เจอบ่อย
ซื้อหุ้นคืนด้วยเงินกู้ · บริษัทที่กำไรเท่าเดิมแต่เอาเงินกู้ไปซื้อหุ้นตัวเองคืน จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง · ในตัวอย่างข้างต้น ถ้าบริษัท ก กู้มาซื้อหุ้นคืนจนส่วนของผู้ถือหุ้นเหลือ 500 ล้าน ROE จะกระโดดจาก 10.0% เป็น 16.0% ทั้งที่กำไรเท่าเดิมทุกบาท
เทียบข้ามอุตสาหกรรม · ธุรกิจที่ต้องลงทุนหนักอย่างโรงงานหรือสาธารณูปโภคมี ROA ต่ำโดยธรรมชาติ · ส่วนธุรกิจบริการที่แทบไม่มีสินทรัพย์ถาวรจะดูสูงกว่ามาก · เทียบกันตรง ๆ ไม่มีความหมาย ต้องเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน
กำไรพิเศษที่ไม่ได้มาจากธุรกิจ · ปีที่ขายที่ดินหรือมีรายการพิเศษก้อนใหญ่ ROE จะสวยผิดปกติหนึ่งปีแล้วหายไป · ดูย้อนหลังอย่างน้อยสามถึงห้าปีเสมอ
ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยผิดปกติหรือติดลบ · เมื่อตัวหารเล็กมาก ROE จะออกมาสูงจนไร้ความหมาย · และถ้าติดลบ ตัวเลขจะยิ่งอ่านไม่ได้เลย · เจอ ROE สูงผิดปกติ ให้ไปดูงบดุลก่อนดีใจ
ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์จริง
ลำดับที่ใช้ได้ทันทีมีสามขั้น · ดู ROA ก่อนเพื่อวัดฝีมือในการใช้สินทรัพย์ · แล้วค่อยดู ROE ว่าห่างจาก ROA มากแค่ไหน · สุดท้ายเปิดงบดุลดูว่าช่องว่างนั้นมาจากหนี้ระดับที่รับได้หรือไม่
บริษัทที่น่าสนใจในเชิงคุณภาพมักเป็นบริษัทที่ทั้ง ROA และ ROE สูงไปด้วยกัน และนิ่งต่อเนื่องหลายปี · ไม่ใช่บริษัทที่ ROE พุ่งขึ้นปีเดียวโดยที่ ROA อยู่กับที่
สิ่งที่ต้องจำ
- ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม · วัดว่าใช้ของทั้งหมดหากำไรเก่งแค่ไหน
- ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น · วัดว่าเงินของเจ้าของงอกเงยปีละกี่เปอร์เซ็นต์
- ✅ ช่องว่างระหว่างสองตัวมาจากหนี้ล้วน ๆ — ตัวอย่าง: ก (ทุน 800 กำไร 80) ROA 8.0% ROE 10.0% · ข (ทุน 300 กำไร 60) ROA 6.0% แต่ ROE 20.0%
- แตก ROE เป็นสามชั้น — อัตรากำไร × การหมุนสินทรัพย์ × ตัวคูณหนี้ · สองตัวแรกคือฝีมือ ตัวที่สามคือความเสี่ยง
- ✅ กู้มาซื้อหุ้นคืนทำให้ ROE พุ่งได้โดยกำไรไม่เพิ่ม — ทุนจาก 800 เหลือ 500 ดัน ROE จาก 10.0% เป็น 16.0%
- เทียบข้ามอุตสาหกรรมไม่ได้ · ธุรกิจลงทุนหนัก ROA ต่ำโดยธรรมชาติ — ต้องเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน
- ✅ ดูย้อนหลัง 3–5 ปี และเช็กส่วนของผู้ถือหุ้นก่อนเชื่อ ROE สูง ๆ · ตัวหารที่เล็กผิดปกติทำให้ตัวเลขไร้ความหมาย
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เรื่องการอ่านอัตราส่วนทางการเงินเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้นำให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใด ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ข้อมูลของบริษัทจริง วิธีคำนวณและการจัดประเภทรายการทางบัญชีอาจต่างกันไปตามมาตรฐานบัญชีและแหล่งข้อมูลที่ใช้ อัตราส่วนทางการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ ไม่สามารถใช้ตัดสินคุณภาพกิจการได้เพียงลำพัง การลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ